84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านคิดว่าป๋าเปรมควรไปร่วมฉลองความสำเร็จในการแก้ปัญหาน้ำท่วมกับยิ่งลักษณ์หรือไม่?
 
ป้ายโฆษณา
ดวงเมืองปี ๒๕๕๓ ตอนที่ ๒ พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 12
แย่ดีที่สุด 
พูดจาภาษาโหร
เขียนโดย ดิลก แสงอุทัย   
วันศุกร์ที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๒:๐๐ น.
|
          จากบทความเรื่องดวงเมืองปี ๒๕๕๓ ตอนที่ ๑ ซึ่งใช้วิธีการพิจารณาดวงเมืองแบบ “วรรษจักรา” โดยเป็นการพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆที่น่าจะเกิดขึ้นในรอบขวบปีที่ ๒๒๙ ของกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์แห่งนี้ ซึ่งบทความในตอนที่ ๒ และตอนต่อๆไปจะเป็นส่วนขยาย โดยจะใช้ปรากฏการณ์ทางดวงดาว หรือดาวจรที่จะมากระทบกับดาวเดิมเมื่อครั้งที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๑ ได้วางดวงเมืองเอาไว้

          อย่างไรก็ตามบทความเรื่องดวงเมืองนั้น ผู้เขียนจะแบ่งออกเป็นช่วงๆตามเนื้อหาสาระและปรากฎการณ์ทางดวงดาวต่างๆที่จะเกิดขึ้น และจะกล่าวพอสังเขปเท่านั้นในแต่ละเดือน ซึ่งคาดว่าคงจะจบได้ประมาณ ๓-๔ ตอน โดยถ้ามีโอกาสผู้เขียนจะขยายความในปรากฏการณ์ที่สำคัญๆในบทความเรื่องอื่นๆในแต่ละเดือนต่อไป

          ปรากฏการณ์ทางดวงดาวที่สำคัญมากในปีนี้ก็คือ “การโคจรมาเป็นเกณฑ์ (เล็ง) กันของดาวประธานฝ่ายดีและร้ายทั้งสองคือ ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์” โดยดาวทั้งสองนี้มีความสำคัญมากเกี่ยวกับชาตาบ้านเมืองของเรา กล่าวคือเมื่อครั้งที่วางหลักเมืองนั้น ดาวทั้งสองโคจรวิกลคติพักร (ถอยหลัง) ซึ่งเป็นช่วงที่อยู่ใกล้โลกทำให้มีกำลังมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งดาวทั้งสองมีสมผุสองศาห่างกันเพียงแค่ ๒ องศา ๑๑ ลิปดาเท่านั้น ดังนั้น “เมื่อใดก็ตามที่ดาวทั้งสองโคจรมาเป็นเกณฑ์ (กุมหรือเล็ง) กัน และเมื่อมีสมผุสองศาต้องกับดาวเดิมแล้ว ผลต่างๆจึงมักจะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองเสมอ”

          จากคำทำนาย ๑๐ ยุค หรือบางท่านเรียกว่า ๑๐ รัชกาลนั้น ท่านอ.เทพย์ สาริกบุตร ได้วิเคราะห์ไว้อย่างละเอียด โดยท่านกล่าวว่า ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๑ เป็นผู้ทำนายเอาไว้ โดยพระองค์ท่านอาศัยการโคจรมาเป็นเกณฑ์กันของดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ทั้งสองนั้นเอง ซึ่งเหตุการณ์ที่สำคัญมากของบ้านเมืองในปี ๒๔๗๕ นั้นพบว่า “ดาวทั้งสองก็จรมาเป็นเกณฑ์กัน” เช่นกัน โดยท่านที่สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสือเรื่อง “โหราศาสตร์ในวรรณคดี อ.เทพย์ สาริกบุตร”

          เมื่อตรวจสอบปฏิทินย้อนหลังไปตั่งแต่เมื่อครั้งสร้างเมือง พ.ศ. ๒๓๒๕ จนถึงปัจจุบันจะพบว่า ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ได้เล็งกันแบบสนิทองศาทั้งหมด ๔๓ ครั้ง โดยในบางปีอาจะมีมากกว่าหนึ่งครั้งซึ่งเกิดจากการโคจรในวิถีจักรปกติและพักรองศา และกุมกันแบบสนิทองศาทั้งหมด ๑๖ ครั้ง โดยการโคจรมาเป็นเกณฑ์กันของดาวทั้งสองนั้นทำให้เกิดเหตุการณ์สำคัญต่างๆมากมายทั้งกับดวงเมืองและเหตุการณ์ของโลก จากคัมภีร์โลกธาตุกล่าวว่า “ ถ้าร่วมหรือเล็งกัน ก็เกิดยุ่ง โลกก็ยุ่ง เช่นแผ่นดินไหวผิดประหลาด หรือเกิดการอัตคัตขาดแคลน” เป็นต้น

          ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๙๔ ดาวทั้งสองได้จรมาเล็งกันในราศีเดียวกัน โดยสมผุสองศาใกล้เคียงกับการเล็งกันในเดือนพฤษภาคมปี ๒๕๕๓ นี้ คือที่ ๔ องศา ๑๘ ลิปดา ซึ่งในช่วงนั้นบ้านเมืองก็วุ่นวายไม่น้อยไปกว่าเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งเกิดกบฏแมนฮัตตันขึ้น โดยท่านที่สนใจลองค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติมได้

          โดยในขณะนี้ดาวสำคัญทั้งสองดวงได้เวียนมาเป็นเกณฑ์กันอีกครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งจะต้องมีผลกับทั้งชาตาบ้านเมืองของเราและชาตาโลกโดยรวมอย่างแน่นอน โดยตั่งแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ไปจนถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ และตั่งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๓ ไปจนถึงวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔ โดยผลจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างไรนั้น คงขึ้นอยู่กับสมผุสดาวจรที่จะไปต้องกับดาวเดิมนั้นเป็นสำคัญ โดยถ้ามีโอกาสผู้เขียนจะอธิบายในบทความตอนต่อๆไป
การพยากรณ์ดวงเมือง ปี ๒๕๕๓ ตอนที่ ๒

          เดือนพฤษภาคม

          ในเดือนนี้มีปรากฏการณ์ทางดวงดาวที่สำคัญมากในช่วงปลายเดือน โดยดาวอังคารตนุลัคน์ของดวงเมืองจะยกเข้าสู่ราศีสิงห์ในวันที่ ๒๖ พค. ๕๓ “โดยจะพ้นจากความเป็นนิจน์ (เสื่อม-ต่ำต้อย)” หลังจากที่จรอยู่ในราศีนิจน์ราว ๘ เดือน โดยดาวอังคารยังแทนได้กับทหารและตำรวจอีกด้วย ดังนั้นช่วงเวลาที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าทั้งทหารและตำรวจได้อยู่ในภาวะง่อยเปลี้ยเสียขา เกิดสภาวะแตงโม มะเขือเทศไปทั่ว โดยไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเมื่อดาวอังคารจรเข้าสู่ราศีสิงห์แล้ว “ทหารและตำรวจคงจะรู้หน้าที่ที่จะต้องทำและมีกำลังมากขึ้น” โดยในการพิจารณาพื้นดวงนั้นบางตำรากล่าวว่า ดาวอังคารในราศีสิงห์นั้นท่านจะเรียกว่า “อังคารยอดขุนพล” ที่มีความโดดเด่นในทางการต่อสู้แข่งขัน ซึ่งคงจะพออนุโลมใช้กับดาวจรได้เช่นกัน

          อย่างไรก็ตามก่อนที่ดาวอังคารจะยกสู่ราศีสิงห์นั้นดาวอังคารจะจรเข้าเกาะ "นวางค์ขาด" ในช่วงค่ำของวันที่ ๑๙ พค. ๕๓ เป็นต้นไป ซึ่งนวางค์ขาดเป็นนวางค์ต้องห้ามตามที่ครูบาอาจารย์ท่านได้รจนาเอาไว้ โดยดาวที่ไปเกาะนวางค์ลูกดังกล่าวจะให้โทษทั้งดาวเดิมและดาวจร ดังนั้นเมื่อดาวที่แทนได้กับทหารหรือตำรวจไปเกาะนวางค์ลูกดังกล่าวแล้ว “การตัดสินใจ การดำเนินการในทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางทหารอาจจะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่จากที่ได้เก็บกดเอาไว้” ปกติเมื่อดาวมาอยู่ในนวางค์ลูกนี้แล้ว “ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นไปในลักษณะที่ขาดความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก” โดยในครั้งที่เปลียนแปลงการปกครองปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ดาวพฤหัสบดีจรเป็นเกณฑ์กับดาวเสาร์จร ก็ได้เข้าสู่นวางค์ขาดลูกนี้เช่นกัน

          โดยในวันที่ ๒๓ พค. ๕๓ “ดาวพฤหัสบดีจะเล็งกับดาวเสาร์” ที่ ๓ องศา ๕๒ ลิปดา ซึ่งจุดที่เล็งนี้ ไปทับดาวศุกร์เจ้าเรือนปัตนิ (ศัตรูเปิดเผยของบ้านเมือง) ที่สถิตย์อยู่ในราศีมินที่ ๓ องศา ๓๐ ลิปดาพอดี เหตุการณ์โดยทั่วไปจากปรากฏการณ์ทางดวงดาวที่สำคัญคู่นี้ จากคำทำนายของคณะครูบาอาจารย์ที่ทำปฏิทินโหรประจำปีตามแนวทางท่าน อ.เทพย์ สาริกบุตรกล่าวว่า “ ในระยะ ๗-๘ วันนี้ มักมีปัญหายุ่งยากต่างๆกับชาวโลก ส่วนใหญ่จากตลาดเงินตลาดหุ้น จากความอัตคัต โรคระบาด และภัยธรรมชาติ ทั้งมักเกิดเหตุขัดแย้งต่อสู้กันไปทั่ว” ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงความแม่นยำในคำทำนายจากการใช้มุมดาวทีท่านได้ทำนายเอาไว้ล่วงหน้าเป็นปี

          ย้อนกลับมาที่ดวงเมืองจะพบว่า ตั่งแต่ช่วงต้นเดือนที่ดาวพฤหัสบดียกเข้าราศีมินเรือนเกษตร์ของตนเองนั้น “ดาวที่อยู่ในราศีมินจะมีกำลังมากขึ้น ซึ่งจะรวมถึงดาวศุกร์ (ศัตรูเปิดเผยของบ้านเมือง) ด้วย” อีกทั้งราศีมินก็เป็นภพวินาสน์ ดังนั้น “ดาวประธานฝ่ายศุภเคราะห์จึงไม่สามารถคุ้มโทษคุ้มภัยให้กับบ้านเมืองได้อีกต่อไป” แต่อย่างไรก็ตามดาวพฤหัสบดีจะเข้าสู่เรือนวินาสน์ตามดวงแบบภวจักรจริงๆจะอยู่ที่ประมาณ ๔ องศา ๒๘ ลิปดา หรือราววันที่ ๒๗ พค. ๕๓ ดังนั้นในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น ดาวพฤหัสบดีจะยังพอให้คุณกับดวงเมืองอยู่ ซึ่งผลของการเล็งกันของดาวทั้งสองที่ไปทับดาวศัตรูของบ้านเมือง ประกอบกับดาวอังคารยังเกาะนวางค์ขาดอยู่นั้น “จึงเป็นช่วงเวลาที่จะเกิดการทำร้ายและทำลายศัตรูของบ้านเมืองได้” และถ้าเกิดเหตุในช่วงนั้น ความสูญเสียของบ้านเมืองคงจะไม่มากนักเพราะคุณของดาวพฤหัสบดีที่ยังคุ้มอยู่ แต่เมื่อดาวอังคารยกมาที่ราศีสิงห์และดาวพฤหัสบดีจรเข้าเรือนวินาศน์อย่างแท้จริงแล้ว “เมื่อนั้นการทำร้ายทำลายและความสูญเสียกับบ้านเมืองจะมีมากยิ่งขึ้นทวีคูณ”

          โดยในวันที่ ๓๐ พค. ๕๓ “ดาวเสาร์จะวิกลคติเพื่อที่จะเดินปกติ” ที่ ๓ องศา ๕๐ ลิปดา ซึ่งก่อนหน้านั้นดาวเสาร์ก็จะมณฑ์ (หยุดนิ่ง) และไปทำมุมโยคร้าย ๑๘๐ องศากับดาวศัตรูของบ้านเมืองแบบสนิทองศา “โดยดาวเสาร์ (แทนรัฐบาล) จะเป็นเจ้าการในการทำร้ายทำลายศัตรูของบ้านเมืองร่วมกับดาวอังคาร (แทนทหาร) ที่เกณฑ์ ๘ ส่งกระแสเต็มที่ไปทับดาวศุกร์เดิม (ศัตรูเปิดเผย) ในราศีมิน”

          อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ดาวพลูโตจรยังคงทับดาวเสาร์เดิม (เจ้าเรือนกัมมะ-แทนรัฐบาล) แบบสนิทองศา โดยดาวเสาร์ยังแทนได้กับชนชั้นกัมมาชีพหรือชนชั้นล่างอีกด้วย ซึ่งดาวพลูโตนั้นแทนได้กับ “การก่อการร้าย” ดังนั้น “รัฐบาลและชนชั้นกัมมาชีพยังคงถูกผู้ก่อการร้าย ทำร้ายทำลายอย่างต่อเนื่อง”

          กล่าวโดยสรุปในเดือนพฤษภาคมนี้ ความวุ่นวาย ขัดแย้งต่อสู้ก็ยังคงดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่าในขณะนั้นดาวพุธ เจ้าเรือนสหัสชะ (แทนการเจรจา ติดต่อสื่อสาร) จะจรมาร่วมลัคน์และอาทิตย์เดิม ซึ่งสิ่งที่ได้พบเห็นก็คือการเจรจาต่อรองต่างๆที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรนั้น ดาวพุธเดิมในดวงเมืองก็มาจากภพวินาศน์ ดังนั้นผลในการเจรจาคงจะหาทางสำเร็จได้ยาก โดยในที่สุดนั้นฝ่ายที่เป็นศัตรูของบ้านเมืองนั้นจะถูกทำลาย แต่ผลจากการถูกทำลายนั้นยังไม่รุนแรงเพียงพอที่จะทำให้ศัตรูของบ้านเมืองเหล่านั้นสูญสิ้นหรือสงบจบลงได้
เดือนมิถุนายน

          เดือนนี้เป็นเดือนที่มีความสำคัญมากที่สุด “จะชี้เป็นชี้ตายว่ารัฐบาลจะดำรงคงอยู่ได้หรือไม่ จะชี้ขาดว่ารัฐธรรมนูญในปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่”

          โดยในช่วงต้นเดือนดาวอังคารยังคงส่งกระแสเต็มที่ (เกณฑ์ ๘) ไปทับดาวศัตรูบ้านเมืองแบบสนิทองศา ประกอบกับดาวเสาร์ยังคงเคลื่อนที่ช้ามากและทำมุมโยคร้าย ๑๘๐ องศากับดาวศัตรูบ้านเมืองอยู่ และในขณะนั้นดาวพฤหัสบดีจรที่น่าจะให้คุณกับดาวในราศีมินเพราะเป็นเจ้าเรือนเกษตร์ได้โคจรร่วมนวางค์จนกระทั่งกุมกันกับดาวมฤตยูบาปพระเคราะห์ในวันที่ ๘ มิย. ๕๓ ดังนั้นกำลังของดาวพฤหัสบดีจึงอ่อนลงไปชั่วขณะหนึ่งและไม่สามารถคุ้มโทษให้กับศัตรูของบ้านเมืองได้ ดังนั้น “ศัตรูของบ้านเมืองยังคงถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง” ในช่วงต้นเดือน

          โดยในช่วงปลายเดือนจะเกิดปรากฏการณ์ทางดวงดาวที่สำคัญมากคือ จะเกิด “จันทรคราส ที่ราศีเมถุนพร้อมกันกับเกิดดาวพลูโตเพ็ญในวันเดียวกันคือ วันที่ ๒๖ มิ.ย. ๕๓” โดยสมผุสองศาของคราสนั้นไปทับดาวมฤตยูเดิม และไปเล็งดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีเดิมของดวงเมือง ส่วนสมผุสองศาของดาวพลูโตเพ็ญนั้นไปทับดาวทั้งสองแบบสนิทองศาและเล็งดาวมฤตยูเดิมอีกเช่นกัน เมื่อดาวเสาร์แทนรัฐบาลและดาวพฤหัสแทนได้กับตัวบทกฏหมายหรือรัฐสภา ดังนั้น “โอกาสที่จะมีการเปลียนแปลงของรัฐบาลตลอดจนรัฐสภามีสูงมาก” ในกรณีนี้อาจกล่าวได้ว่า “การยุบสภาหรือการรัฐประหารจะเกิดขึ้นได้” แต่เมื่อมองจากดาวเจ้าการแล้ว “การรัฐประหารมีโอกาสเกิดสูงมากกว่า” รวมไปถึง” อุบัติภัยและภัยธรรมชาติต่างๆก็มีโอกาสเกิดได้สูงเช่นกัน” อีกทั้งตำแหน่งของคราสและพลูโตเพ็ญนี้ได้ไปกระทบกับดวงชาตาของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอีกด้วย โดยจะขอกล่าวอย่างละเอียดในบทความเรื่อง “คราสกับการเปลียนแปลงของรัฐบาล” ที่จะนำเสนอในเดือนมิถุนายน

          เดือนกรกฎาคม

          ในเดือนนี้ดาวบาปพระเคราะห์ที่สำคัญที่โคจรช้ามากคือ ดาวเสาร์และดาวมฤตยูจะโคจรมาส่งกระแสถึงกันแบบสนิทองศาอีกครั้งหนึ่ง โดยในครั้งนี้จะมีดาวอังคารบาปพระเคราะห์มาร่วมสนับสนุนเพิ่มความรุนแรงให้อีก ดังนั้นในภาพรวมคงจะเกิดความวุ่นวายและภัยพิบัติตลอดจนภัยธรรมชาติได้ โดยหวังเพียงว่า ดาวพฤหัสบดีที่จรเป็นเกณฑ์กับกลุ่มดาวร้ายดังกล่าวจะช่วยบรรเทาโทษไปได้บ้าง

          ในช่วงต้นเดือนนั้นเหตุการณ์ต่างๆคงจะเกิดต่อเนื่องมาจากเดือนที่แล้ว โดย “ดาวมฤตยูจะวิกลคติพักร (ถอยหลัง)” ในวันที่ ๕ กค. ๕๓ ที่ ๖ องศา ๓๔ ลิปดา โดยจุดที่วิกลคตินี้เป็นนวางค์เดียวกันกับนวางค์ที่ดาวศัตรูของบ้านเมืองสถิตย์อยู่ ซึ่งก็คือ นวางค์อาทิตย์ ดังนั้น “ศัตรูของบ้านเมืองยังคงถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดาวมฤตยูแทนได้กับเหตุที่ไม่คาดฝัน หรือเหตุปัจจุบันทันด่วนได้” ในขณะเดียวกันจุดวิกลคตินี้ก็ยังไปทำมุมโยคร้าย ๙๐ องศากับดาวพฤหัสบดี (เจ้าเรือนศุภะ-แทนตัวบทกฏหมาย) ประกอบกับดาวพลูโตจรก็ยังตรึงทับดาวพฤหัสบดีเดิมอยู่ ดังนั้น “การบังคับใช้กฏหมายให้ศักดิ์สิทธิ์นั้น จึงเป็นเรื่องที่ยังจะต้องรอคอยกันต่อไป”

          ถัดมาในวันที่ ๒๓ กค. ๕๓ “ดาวพฤหัสบดีจะวิกลคติพักร (ถอยหลัง)” ที่ ๙ องศา ๒๔ ลิปดา และจุดที่วิกลคตินี้ก็ไปทำมุมโยคร้ายกับดาวเดิมเช่นเดียวกับดาวมฤตยู และเมื่อดาวประธานฝ่ายศุภเคราะห์จรแปรวิถีจักรเช่นนี้แล้ว จึงเป็นการตอกย้ำในเรื่องความเสื่อมในเรื่องตัวบทกฏหมายตลอดจนการบังคับใช้

          ช่วงปลายเดือนจะเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญมากกล่าวคือ “ดาวเสาร์เล็งดาวมฤตยู ดาวอังคารเล็งดาวมฤตยู ดาวเสาร์กุมดาวอังคาร” โดยตำแหน่งที่เกิดนั้นเป็นที่น่าสนใจมากเพราะว่าดาวดังกล่าวจะเกิดที่ “สมผุสองศาเดียวกันที่ประมาณ ๖ องศาเศษ” ณ ราศีกันย์และราศีมิน โดย “ในชาตาผู้ใด ถ้ามีดาวสำคัญๆ ตลอดจนลัคนาอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวแล้ว โอกาสที่จะประสบเหตุเภทภัยอันใหญ่หลวงมีสูงมาก” โดยมีแค่ดาวพฤหัสบดีจรเพียงดวงเดียวที่คุ้มอยู่ ซึ่งก็ไม่น่าจะทานแรงของดาวร้ายทั้งสามได้

          ตามดวงชาตาของ นช.ผู้นั้น ถ้าพิจารณาเวลาเกิดที่ ๑๒.๒๐ น ตามที่ท่านอ.ผู้ใหญ่ ท่าน พล.ต.ต. สุชาติ เผือกสกนธ์ กล่าวไว้จะพบว่า “จุดศูนย์กลางภพที่ ๖ ที่แทนเกี่ยวกับโรคภัย และภพ๑๒ ที่แทนเกี่ยวกับการจองจำ จะที่ประมาณ ๗ องศา ซึ่งถือว่าถูกดาวร้ายทั้งสามเล่นงานอย่างเต็มที่”

          ในส่วนของดวงเมืองนั้น ตำแหน่งที่เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ไปทับและเล็งดาวศัตรูของบ้านเมือง โดยถึงแม้ว่าจะไม่สนิทองศาแต่ก็อยู่ในข่ายที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้น “ช่วงเวลาดังกล่าว ศัตรูของบ้านเมืองมีโอกาสที่จะถูกปราบปรามให้ราบคาบไปได้” แต่อย่างไรก็ตามจุดที่ดาวร้ายทั้งสามทำปฏิกิริยาต่อกันก็ได้ไปทำมุมโยคร้ายกับดาวพฤหัสบดีเดิมของดวงเมืองอีกเช่นกัน ดังนั้น “ความวุ่นวายในเรื่องตัวบทกฏหมายและรัฐสภาจึงยากที่จะหลีกเลี่ยง”

          จากการวิเคราะห์ดวงเมืองทั้งสามเดือนนั้น ผู้เขียนได้แปลความหมายของดาวหรือภาษาโหรมาเป็นภาษาพูดที่ทุกๆท่านพอที่จะเข้าในได้ในทัศนะของผู้เขียนเองซึ่งจะต้องมีผิดและถูกบ้าง โดยผู้เขียนจะรับผิดชอบในสิ่งที่ได้เขียนไว้ โดยในการวิเคราะห์นั้นจะพิจารณาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเป็นหลัก เพราะเป็นเรื่องที่หลายๆท่านให้ความสนใจ ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่นเศรษฐกิจ การเงินหรือการลงทุนนั้น เมื่อบ้านเมืองสงบดีแล้ว ผู้เขียนคงได้มีโอกาสได้นำเสนอบ้าง

          ในการวิเคราะห์ดวงเมืองในเรื่องการเมืองนั้น ขอให้เราท่านทั้งหลายได้พิจารณา “ในสภาพที่มันควรจะเป็น” โดยไม่พิจารณา “ในสภาพที่ใจเราอยากให้มันเป็น” ซึ่งทุกๆท่านรวมถึงผู้เขียนเองก็อยากให้บ้านเมืองกลับมาสงบร่มเย็นเหมือนเดิมด้วยกันทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นนั้น “ล้วนแต่เป็นผลของบุญและกรรมของเราและท่านที่ได้กำเนิดเกิดมาในประเทศนี้ได้ร่วมกันทำมา” สิ่งที่เราและท่านทั้งหลายไม่สามารถที่จะละเลยได้ในสถานะการณ์เช่นนี้ก็คือ “ปัจฉิมโอวาทที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนในเรื่องความไม่ประมาท” และเมื่อเราและท่านไม่ตั่งอยู่ในความประมาทแล้ว ไม่ว่าสิ่งได้จะเกิดขึ้น เราและท่านคงจะร่วมฝ่าวิกฤติไปได้

          โดยภาพรวมนั้น คงต้องรอให้ดาวพฤหัสบดียกไปที่ราศีเมษเสียก่อน คือในเดือนพฤษภาคมปีหน้า เมื่อนั้นเหตุเภทภัยต่างๆที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองคงจะบรรเทาเบาบางไปได้

อ้างอิง
๑.    ปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี ๒๕๕๓ ตามแนวทางท่าน อ.เทพย์ สาริกบุตร
๒.    โหราศาสตร์ในวรรณคดี อ.เทพย์ สาริกบุตร









|

Comments
Add New Search
Mercy   |118.168.105.152 |2010-05-31 03:12:53
ขอบคุณค่ะ ที่มาวิเคราะห์ให้อ่าน หวังว่าในความเป็นจริง กรรมดีที่มีอยู่จะช่วยลดทอนความไม่ดีทั้งหลายให้เบาบางลงได้บ้าง จะรอคำทำนายตอนต่อไปค่ะ
เร  - งง   |180.180.139.84 |2010-05-25 05:31:35
สรุปปีนี้หนักหนาทั้งปี
ปีหน้าหลัง พค. ดีขึ้น

ก็ไม่เท่านั้น
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License