| เมื่อ “เสาร์เพ็ญ” และ “มฤตยูดับ” ในเดือนมีนาฯ |
|
|
| พูดจาภาษาโหร | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| เขียนโดย ดิลก แสงอุทัย | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| วันศุกร์ที่ ๐๕ มีนาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๔๑ น. | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
จากบทความเรื่อง “ เมื่อเสาร์ดับ และ มฤตยูเพ็ญ ในเดือนกันยาฯ ” ที่ได้เผยแพร่เมื่อช่วงเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา จนถึงบัดนี้หมู่ดาวพระเคราะห์ทั้งหลายก็ได้โคจรไปตามวิถีจักรแห่งตน โดยมีการเดินปกติบ้าง วิกลคติพักรถอยหลังบ้าง หยุดนิ่งเพื่อจะเดินปกติบ้าง ฯลฯ โดยดาวพระเคราะห์ที่เป็นเจ้าการสำคัญคือดาวอาทิตย์ได้โคจรมาอยู่ในจุดตรงกันข้าม ดังนั้น “ ดาวที่เคยดับ (อัสตางคต์) ก็กลับมาเพ็ญ ” คือมีแสงสดใสมากที่สุดในรอบปี “ ดาวที่เคยเพ็ญก็กลับมาอัสตางคต์ (ไม่มีแสง) ” หรือว่าดับสนิทในรอบปี โดยดาวพระเคราะห์ใหญ่ที่สำคัญก็คือ “ดาวเสาร์และดาวมฤตยู” ได้เกิดปรากฎการณ์ย้อนกลับดังกล่าว ซึ่งเราท่านที่สนใจใฝ่ศึกษาในวิชาโหราศาสตร์ไม่อาจที่จะละเลยปรากฎการณ์ทางดวงดาวที่สำคัญในครั้งนี้ได้ อันที่จริงปรากฎการณ์ต่างๆของดวงดาวเช่น ดาวย้ายราศี ดาวดับ ดาวเพ็ญ ดาวโคจรวิกลคติ สุริยคราส จันทรคราส ฯลฯ ก็เป็น “ปรากฎการณ์ตามธรรมชาติธรรมดาๆ” ตามที่นักวิชาการหลายๆท่านได้กล่าวเอาไว้ แต่สิ่งที่นักโหราศาสตร์หรือนักวิชาการทั้งหลายจะต้องคิดพิจารณาก็คือ “ ปรากฎการณ์ตามธรรมชาติธรรมดาๆ ดังกล่าวเหล่านั้น มีผลต่อดวงชาตาหรือไม่อย่างไร ” เท่านั้นเอง มูลเหตุของดาวดับ ดาวเพ็ญ ตลอดจนความหมายในแง่มุมต่างๆนั้น ได้เคยกล่าวไว้อย่างละเอียดแล้วในบทความเรื่อง “เมื่อเสาร์ดับ และ มฤตยูเพ็ญ ในเดือนกันยาฯ” โดยท่านที่สนใจสามารถอ่านและศึกษาเพิ่มเติมได้ http://www.paisalvision.com/content/2008-12-08-03-15-07/2903-2009-09-07-04-11-05.html ย้อนกลับมาที่เหตุการณ์บ้านเมืองในรอบเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ สถานกาณ์ต่างๆตามที่พวก “ปัตนิ”หรือ “ศัตรูที่เปิดเผยของบ้านเมือง” ได้เตรียมการณ์และขมขู่เอาไว้นั้น หลายท่านได้ยินได้ฟังแล้วเกิดความปริวิตกกันไปต่างๆนาๆ ซึ่งทุกท่านต่างก็มีเป็นห่วงเป็นใยในบ้านเมืองด้วยกันทั้งสิ้น โดยผู้เขียนจะใช้วิชาโหราศาสตร์ นำปรากฎการณ์ทางดวงดาวมาวิเคราะห์สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะมีประโยน์แก่ผู้พบเห็นบ้าง จากปฏิทินโหรฯ ประจำปี ๒๕๕๓ ตามแนวทางท่านอ.เทพย์ สาริกบุตรบอกปรากฎการณ์ของดาวที่สำคัญๆ ในเดือนมีนาคมไว้ดังนี้ - ดาวศุกร์เจ้าเรือนปัตนิ (ศัตรูเปิดเผยของบ้านเมือง) “ยก” เข้าสู่ราศีมิน เป็น “อุจน์” แปลว่าเข้มแข็งวันที่ ๓ มี.ค. ๕๓ เวลา ๐.๐๓ น - ดาวอังคารวิกลคติเพื่อที่จะเดินปกติ วันที่ ๑๑ มี.ค. ๕๓ เวลา ๐.๑๐ น ที่ ๖ องศา ๑๗ ลิปดา ในราศีกรกฎ - ดาวพุธ “ดับ” วันที่ ๑๔ มี.ค. ๕๓ เวลา ๒๐.๑๖ น ที่ ๒๙ องศา ๕๐ ลิปดา ในราศีกุมภ์ และ “ยก” เข้าสู่ราศีมิน เวลา ๒๒.๑๐ น - ดาวมฤตยู “ดับ” วันที่ ๑๗ มี.ค. ๕๓ เวลา ๑๓.๔๙ น ที่ ๒ องศา ๓๔ ลิปดา ในราศีมิน - ดาวเสาร์ “เพ็ญ” วันที่ ๒๒ มี.ค. ๕๓ เวลา ๗.๓๗ น ที่ ๗ องศา ๑๗ ลิปดา ในราศีกันย์ - ดาวศุกร์เจ้าเรือนปัตนิ (ศัตรูเปิดเผยของบ้านเมือง) “ยก” เข้าสู่ราศีเมษ เป็น “ปรเกษตร์” อ่อนกำลังวันที่ ๒๗ มี.ค. ๕๓ เวลา ๓.๕๘ น จากปรากฎการณ์ทางดวงดาวข้างต้นจะพบว่า ในเดือนมีนาคมนี้ดาวบาปพระเคราะห์หรือดาวฝ่ายร้ายทั้งดาวอังคาร ดาวเสาร์ และดาวมฤตยูได้มีการโคจรมาอยู่ในตำแหน่งที่ “น่าจะก่อให้เกิดผลร้ายทั้งสิ้น” แต่ผลร้ายต่างๆจะเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไรนั้น “ระยะสมผุสหรือองศาในตำแหน่งที่เกิดของดาวจร จะต้องไปตรงหรืออยู่ในขอบข่ายของตำแหน่งดาวในดวงเดิมเท่านั้น” โดยจะต้องพิจารณากฏเกณฑ์อื่นๆเพิ่มเติมด้วย ซึ่งการใช้ระยะสมผุสหรือองศาหรือมุมดาวในการทำนายนั้น เป็นสิ่งที่สามารถทำนายได้อย่างเจาะจงเป็นช่วงเวลาโดยไม่ต้องเหวี่ยงอวนหรือแหในการทำนาย เพราะว่าดาวแต่ละดาวมีอัตราการโคจรไม่เท่ากัน ช้าบ้าง เร็วบ้าง ดังนั้นตำแหน่งหรือองศาของดาวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก อิทธิพลของดวงดาวในเดือนมีนาฯ ในช่วงเดือนมีนาคมนี้ ดาวศุกร์เจ้าเรือนปัตนิ หรือ ศัตรูเปิดเผยของบ้านเมืองจะโคจรมาอยู่ในราศีมิน ได้ตำแหน่งอุจน์ ซึ่งจะทำให้ “ศัตรูเปิดเผยของบ้านเมืองกลับมามีกำลังมากขึ้น” เพราะจรไปอยู่ในราศีที่มีกำลัง ซึ่งถ้ามองในมุมทางโหราศาสตร์แล้ว เดือนมีนาคมนี้เป็นเดือนที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการก่อการของปัตนิพวกนั้น แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้นจะต้องดูดาวอื่นมาประกอบด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจรมาอยู่ในภพวินาศน์ที่แปลว่า การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลอบทำร้าย การจู่โจม ฯลฯ ดังนั้นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นในเดือนนี้ เจ้าการก็คือปัตนิพวกนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างไรก็ตามภพวินาศน์นี้ ถึงแม้ว่าดาวจรจะมาอยู่ในตำแหน่งที่เข้มแข็ง แต่ความหมายของภพก็ยังรวมไปถึงความวินาศน์ตามชื่อภพอีกด้วย กล่าวคือเป็น “ทุสถานภพ” ดังนั้นความเข้มแข็งของพวกปัตนิก็เป็นเพียงแค่เบื้องต้นเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ต้องวินาศน์ พังทลายลงไปในที่สุด ในช่วงกลางเดือน ดาวอังคารซึ่งพักรองศาอยู่จะหยุดนิ่งเพื่อที่จะกลับมาเดินในวิถีจักรปกติ โดยดาวอังคารเป็นดาวที่เกี่ยวข้องกับสงคราม อาวุธ การต่อสู้ ฯลฯ ดังนั้นจึงเป็นจุดอันตรายอย่างมากสำหรับดวงชาตาที่มีดาวสำคัญๆ ณ ตำแหน่งนี้ อย่างไรก็ตามในดวงเมืองไม่ได้มีดาวใดๆในราศีจักร อยู่ในตำแหน่งวิกลคตินี้ โดยดาวจันทร์สถิตย์อยู่ที่ ๑๑ องศา ๓๗ ลิปดา ซึ่งห่างจากจุดวิกลคติดังกล่าว ดังนั้น “จึงไม่มีผลอะไรมากนัก” แต่เมื่อพิจารณาลงไปที่ “ดวงนวางค์จักร” จะพบว่าดาวอังคารจะวิกลคติอยู่ที่นวางค์ลูกที่ ๒ ของราศีกรกฎหรือนวางค์อาทิตย์ ซึ่งตามดวงเมืองจะมีดาวศุกร์เจ้าเรือนปัตนิ (ศัตรูเปิดเผย) ทั้งในราศีและนวางค์จักรสถิตย์อยู่ ดังนั้น “ศัตรูเปิดเผยของบ้านเมืองจะถูกทำลายขั้นต้น” ถัดมาถึงวันที่ ๑๔ มี.ค. ๒๕๕๓ จะเกิดปรากฎการณ์ “ดาวพุธดับ” ซึ่งวันนี้จะเป็นวันที่พวกปัตนิตามดวงเมืองนัดหมายจะเริ่มการชุมนุมกัน โดยดาวพุธแทนได้กับการติดต่อสื่อสาร หนังสือเอกสาร สติปัญญาในทางโลก หรืออาจจะแทนได้กับผู้ชุมนุมด้วย ฯลฯ ดังนั้นเมื่อวันที่เริ่มต้นของการชุมนุมเป็นวันที่ดาวพุธดับแล้ว การชุมนุมในครั้งนี้จึงเป็นการชุมนุมที่ไร้ซึ่งสติปัญญา จะมีการแปลงสารหรือสื่อสารกันในทางที่ไม่ถูกไม่ควรเป็นต้น ยังโชคดีที่ว่าจุดที่ดับนี้ ไม่มีดาวใดๆสถิตย์อยู่ในราศีจักรตามดวงเมือง ดังนั้นจึงไม่มีผลอะไรกับดวงเมืองเช่นกัน เมื่อเราย้อนไปพิจารณาเหตุการณ์ “ตุลาเลือด” เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ เราจะพบว่า วันดังกล่าวก็เกิด “ดาวพุธดับ” เช่นกัน โดยดาวอาทิตย์จะกุมกับดาวพุธราว ๔.๐๐ น ที่ประมาณ ๒๐ องศา ในราศีกันย์ ซึ่งถ้าพิจารณาแบบผิวเผินก็จะไม่พบว่าจุดดับนี้ไปทับดาวใดๆในดวงเมือง แต่ทว่าเมื่อพิจารณาขั้นสูงแบบ “ดวงภวจักร” เราจะพบว่า “จุดมัธยะหรือจุดศูนย์กลางภพที่ ๖” ของดวงเมืองจะอยู่ที่ดาวพุธดับพอดีเลย ดังนั้นเมื่อรุ่งสางจึงเกิดเหตุการณ์วุ่นวายดังที่เราท่านได้ทราบกันอยู่แล้ว หลังจากดาวพุธดับได้สามวันจะเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญทางดวงดาว กล่าวคือจะเกิด “ดาวมฤตยูดับ” ในราศีมิน ที่ ๒ องศา ๓๔ ลิปดา โดยจุดที่ดับนี้ห่างจากดาวศุกร์เดิมของดวงเมืองเพียงแค่ ๑ องศา ๔ลิปดาเท่านั้น โดยดาวศุกร์เป็นเจ้าเรือนปัตนิ (ศัตรูเปิดเผยของบ้านเมือง) ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อีกทั้งดาวพฤหัสบดี ดาวเกษตร์เจ้าราศีมินก็จรมาเป็นวินาศน์กับเรือนตนเองอยู่ในราศีกุมภ์ ทำให้ดาวที่เดิมที่อยู่ในราศีมินอ่อนกำลัง ดังนั้น “ดาวศุกร์เจ้าเรือนปัตนิหรือศัตรูเปิดเผยของบ้านเมืองจะต้องถูกทำลายอย่างไม่ต้องสงสัย” โดยดาวมฤตยูแทนได้กับความวิบัติดับสูญ เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน เทคโนโลยีสมัยใหม่ ฯลฯ และดาวมฤตยูเดิมตามดวงเมืองสถิตย์อยู่ที่ภพสหัสชะที่หมายถึงการติดต่อสื่อสาร การเดินทางใกล้ๆ ฯลฯ ซึ่งแปลความหมายได้ว่า ศัตรูที่เปิดเผยของบ้านเมืองคงจะมาวิบัติดับสูญตามความหมายของดาวและภพดังที่ได้กล่าวมา อย่างไรก็ตามจุดดับของดาวมฤตยูนี้ ถึงแม้ว่าห่างจากดาวศุกร์เดิมของดวงเมืองเพียงแค่ ๑ องศาเศษ แต่ก็อยู่ต่างนวางค์กัน โดยดาวมฤตยูจะดับในนวางค์ลูกที่ ๑ แต่ดาวศุกร์นั้นสถิตย์อยู่นวางค์ลูกที่ ๒ ดังผลร้ายของดาวมฤตยูจึงพอบรรเทาไปได้บ้าง ถัดมาถึงวันที่ ๒๒ มีนาคม จะเกิดปรากฎการณ์ “ดาวเสาร์เพ็ญ” โดยดาวเสาร์เป็นดาวประธานฝ่ายบาปพระเคราะห์ (ฝ่ายร้าย) ดังนั้นเมื่อดาวมาเพ็ญ ดาวจึงมีความเข้มแข็งหรือมีกำลังมาก ซึ่งก็เป็นไปตามธรรมชาติของดาว กล่าวคือเมื่อเป็นดาวฝ่ายร้าย ผลร้ายก็จะบังเกิดมากเป็นต้น ดาวเสาร์เป็นเจ้าเรือนกัมมะ (แทนได้กับรัฐบาล) และความหมายของดาวก็ยังแทนได้กับชนชั้นกรรมาชีพด้วย ดังนั้นทั้ง “รัฐบาลและชนชั้นกรรมาชีพจะมีกำลังมาก” ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจุดที่ดาวเสาร์เพ็ญจะไป “เล็ง” กับดาวศุกร์เดิมในดวงเมือง แต่ยังโชคดีที่ว่าระยะสมผุสหรือองศาของดาวยังห่างกันประมาณ ๓ องศา ๔๕ ลิปดา ดังนั้นผลของดาวเสาร์เพ็ญจึงไปทำลายดาวศุกร์หรือศัตรูเปิดเผยของบ้านเมืองได้ไม่มากนัก แต่อย่างไรก็ตามดาวเสาร์จะมีเกณฑ์พิเศษในการส่งแสงหรือส่งกระแสไปที่ราศีที่ ๑๐ จากราศีที่ตนสถิตย์อยู่ ซึ่งจะพบว่าราศีที่ ๑๐จากราศีกันย์ก็คือราศีเมถุน และในราศีนี้ ตามดวงเมืองจะมีดาวมฤตยูสถิตย์อยู่ที่ ๘ องศา ๕๓ ลิปดา ซึ่งดาวมฤตยูจะรับกระแสจากดาวเสาร์อย่างเต็มที่ ดังนั้นเมื่อดาวบาปพระเคราะห์มาเจอกันเช่นนี้แล้ว “เหตุร้ายต่างๆมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูงมาก” โดยดาวพุธ ดาวเกษตร์เจ้าราศีเมถุน จร “เป็นนิจน์” อยู่ที่ราศีมิน ยิ่งทำให้ดาวมฤตยูเดิมอ่อนกำลัง แต่ยังโชคดีที่ว่าในขณะนั้นดาวพฤหัสบดีประธานฝ่ายศุภเคราะห์ (ฝ่ายดี) จร ตรีโกณ ส่งกระแสมาที่ราศีเมถุน แต่สมผุสองศายังห่างอยู่มาก ซึ่งก็น่าจะบรรเทาทุกข์โทษของดาวเสาร์ได้พอสมควร พิจารณาความหมายโดยรวมของดาวและภพ โดยราศีเมถุนคือภพสหัสชะของดวงเมือง กล่าวคือในช่วงเวลานั้น “มีโอกาสที่จะเกิดเหตุรุนแรงจากชนชั้นกรรมาชีพหรือรัฐบาล (ดาวเสาร์-เจ้าการ) และเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน การสูญเสีย (ดาวมฤตยู)” อีกทั้งภพสหัสชะก็แทนได้กับเพื่อนบ้านที่ไกล้ชิด ดังนั้น “รัฐบาลอาจจะมีปัญหากับเพื่อนบ้าน “ ได้ เป็นที่น่าสังเกตุว่า จุดดาวเสาร์เพ็ญที่ส่งกระแสไปที่ราศีเมถุนนี้ ไปทับดาวอังคาร ดาวศุกร์และราหูสารัมภ์ของท่านนายกฯอภิสิทธิ์แบบสนิทองศา โดยราศีเมถุนจะเป็นภพวินาศน์ถ้าลัคนาของท่านนายกฯอยู่ที่ราศีกรกฎ ดังนั้นโอกาสที่ท่านนายกฯจะ “ถูกลอบทำร้าย” ก็มีสูงมาก และจุดเสาร์เพ็ญก็ส่งกระแสไปทับดาวอังคารและดาวมฤตยูของ นช.ผู้นั้น แบบสนิทองศาอีกด้วยโดยถ้า นช.ผู้นั้นมีลัคนาอยู่ที่ราศีตุลย์ นช.ผู้นั้นก็มีโอกาสจะเกิด “อุบัติเหตุจากการเดินทางไกล” ได้ อีกทั้งจุดที่ดาวเสาร์เพ็ญก็ไปทำมุมโยคร้าย ๙๐ องสากับดาวพฤหัสบดี เจ้าเรือนศุภะ (กฎหมาย ศาลยุติธรรม ฯลฯ) ของดวงเมือง ดังนั้น “ศาลสถิตย์ยุติธรรมคงจะต้องถูกโจมตีและวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป” กล่าวโดยสรุปจากปรากฎการณ์ทางดวงดาวที่จะเกิดขึ้น โดยรวมเมื่อดาวบาปพระเคราะห์โคจรมาสัมพันธ์กันเช่นนี้ “ภัยพิบัติทางธรรมชาติ” มีโอกาสที่จะเกิดได้ทั่วไปในโลก แต่จะเกิดที่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับสมผุสองศาของดวงเดิมของที่นั้นๆว่า ตรงกันหรือไม่ โดยเมื่อดาวเสาร์เป็นดาวเกษตร์ราศีมังกร ธาตุดิน และมาเพ็ญในราศีกันย์ ธาตุดินอีกเช่นกัน ดังนั้น “ธรณีภิบัติภัย” มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ แต่ยังโชคดีที่ว่าราศีกันย์เป็น “อุภยราศี” หรือราศีปลายธาตุ ดังนั้นผลจึงไม่น่าจะรุนแรงนัก ส่วนเหตุการณ์บ้านเมืองนั้น คงมีช่วงปลายเดือนที่น่าเป็นห่วงดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งจากหลายปรากฎการณ์ มีเพียงแค่ดาวเสาร์เพ็ญเท่านั้น ที่มีสมผุสองศาของดาวไปตรงกับชาตาบ้านเมืองและชาตาของผู้นำทั้งสองฝ่าย โดยเหตุวุ่นว่ายต่างๆที่น่าจะเกิดขึ้น คงจะสงบจบลงหลังจากที่ดาวศุกร์ เจ้าเรือนปัตนิ (ศัตรูเปิดเผยของบ้านเมือง) ยกเข้าสู่ราศีเมษในช่วงปลายเดือนมีนาฯ ซึ่งจะทำให้ศัตรูที่เปิดเผยพวกนั้นอ่อนกำลังไปเอง อ้างอิง ๑. ปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี ๒๕๕๓ ตามแนวทางอ.เทพย์ สาริกบุตร
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ ๐๕ มีนาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๕๒ น. | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||




