ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านมีความเห็นต่อโครงการเช่ารถบัส 4 พันคันอย่างไร?
 
คดียึดทรัพย์ของ “นช. ผู้นั้น” พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 8
แย่ดีที่สุด 
พูดจาภาษาโหร
เขียนโดย ดิลก แสงอุทัย   
วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๒๐ น.
|


            คดียึดทรัพย์ของ  "นช.ผู้นั้น"             

            ในที่สุดคดีประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยนับตั่งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปี ๒๔๗๕ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขจนถึงปัจจุบัน ที่มีอดีดผู้นำสูงสุดทางการเมือง ที่อาจจะกล่าวได้ว่าผู้นำคนนี้เคยมี “คนที่รักและชังมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย” ซึ่งอดีดผู้นำที่กลายเป็น “นักโทษหนีคดี” จะต้องถูกพิพากษาในคดีทุจริตในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐ น ตามหมายกำหนดการณ์ของศาลฎีกา โดยผลของคดีนั้นต่างก็มีผู้คาดการณ์และวิพากวิจารณ์กันอย่างมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะรักหรือชัง จะชอบหรือไม่ชอบนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในการวิเคราะห์หรือวิพากวิจารณ์ก็คือ “อคติ” ซึ่งเราท่านก็ยังเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาๆ จึงไม่สามารถตัด “อคติ” ได้ทั้งหมด แต่ก็ขอให้ได้ใช้ “สติ” มาควบคุม “อคติ” ให้มาก และเมื่อทำได้เช่นนั้นแล้ว ผลที่คาดการณ์ก็อาจจะใกล้เคียงกับความเป็นจริงหรือแม่นยำถูกต้องได้ 

            วิชาโหราศาสตร์ที่เราท่านทั้งหลายได้ศึกษาเล่าเรียนกันมา ตลอดจนผู้ที่สนใจในศาสตร์อันนี้นั้นยอมเป็นสิ่งที่ใช้เพื่อ “ทำนายอนาคต” เป็นหลักอยู่แล้ว ส่วนจะทำนายได้แม่นยำมากน้อยเพียงไรนั้นขึ้นอยู่กับหลายเหตุปัจจัยด้วยกัน ซึ่งผู้เขียนจะใช้หลักวิชาโหราศาสตร์ในการวิเคราะห์ผลที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ “นช.ผู้นั้น” โดยจะแปลหรืออ่านภาษาจากดวงดาวให้เป็นภาษาพูดให้ท่านที่สนใจได้เข้าใจ “อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ทางโหราศาสตร์ในครั้งนี้ ไม่ได้ถือว่าเป็นการชี้นำหรือก้าวล่วงหน่วยงานใดๆ เพราะว่าแต่ละหน่วยงานหรือบุคคลย่อมจะมีอิสระในทางความคิดของตนเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว”

            ดวงชาตาของ นช.ผู้นั้น 

            อันที่จริง นช. ผู้ที่เป็นปัญหาของบ้านเมืองในขณะนี้ นอกจากเป็นต้นเหตุให้มีการขัดแย้งถกเถียงกันมากมายในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารราชการงานเมือง ความโปรงใส ฯลฯ โดยหัวข้อของความขัดแย้งต่างๆนั้น ได้แพร่มาถึงวงการโหรหรือหมอดูด้วย โดยจนถึงขณะนี้ “ตำแหน่งลัคนา” ของ นช.ผู้นั้น ก็ยังถกเถียงกันไม่จบ ทั้งเรื่องของเวลาเกิด (ตำแหน่งสมผุสหรือองศาของลัคนา) และ ราศีที่สถิตย์ของลัคนา โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้ 

            ๐  ราศีกันย์ โดยโหรหรือหมอดูที่มีพื้นที่ข่าวในบ้านเราส่วนใหญ่วางลัคนาของ นช.ผู้นั้นไว้ที่ราศีนี้ ซึ่งถึงแม้ว่าเวลาเกิดที่แต่ละท่านได้มาจะต่างกัน แต่ท่านเหล่านั้นไม่ได้ใช้สมผุสหรือองศาของลัคนามาทำนาย ดังนั้นจึงต้องการทราบเพียงแค่ราศีที่สถิตย์เท่านั้น 

            ๐  ราศีตุลย์ โดยเท่าที่ทราบมามีเพียงท่านอาจารย์ผู้ใหญ่ (พล.ต.ต. สุชาติ เผือกสกนธ์) และลูกศิษย์ลูกหาของท่านเท่านั้นที่วางตำแหน่งลัคนาของ นช.ผู้นั้น ไว้ ณ ราศีนี้ โดยท่านพล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ได้เวลาเกิดของ นช.ผู้นั้น มาจากปากของ นช.เอง ไม่ได้ผ่านการบอกเล่าหรือสอบถามผ่านผู้อื่นมา โดย นช.ผู้นั้น บอกท่าน พล.ต.ต.สุชาติ ว่าเกิดเวลา ๑๒.๒๐ น. 

            ดังนั้นจากที่มาของเวลาเกิด ตำแหน่งลัคนาที่ราศีตุลย์น่าจะถูกต้องมากกว่า 

            เมื่อพิจารณาในมิติอื่นๆจะพบว่า หลายท่านที่ได้เล่าเรียนศึกษาวิชาโหราศาสตร์ ที่ได้ผ่านการ “ไหว้ครูและครอบครู” ตามตำหรับตำราดังเดิมมา ซึ่งจากบทไหว้ครูโหราศาสตร์นั้น มีวรรคหนึ่งที่ควรพิจารณาก็คือ “ สุริยจันทร์ประจำลัคน์ราศี จักรทีปนีพยากรณ์ดาราศาสตร์ ฯ “ โดยครูบาอาจารย์ท่านได้เน้นความสำคัญของ ดาวอาทิตย์ ดาวจันทร์และลัคนา ซึ่งใน “พฤกษชาตา” ก็ได้กล่าวไว้เช่นกัน โหรโดยทั่วไปรู้จัก “จันทร์ลัคน์” กล่าวคือจะใช้ “จันทร์” ทายแทน “ลัคนา” ในกรณีที่ไม่รู้เวลาเกิด แต่ในคัมภีร์โหรที่เป็นรากเง่าของคัมภีร์โหรเล่มอื่นๆเช่น “พฤหัตชาดก” ก็กล่าวถึงจันทร์ลัคน์เช่นกัน โดยให้พิจารณาจากกำลังหรือความเข้มแข็งของทั้งสอง กล่าวคือ ถ้าจันทร์มีกำลังหรือมีความเข้มแข็งมากกว่าก็ให้ทายจากจันทร์เป็นต้น ซึ่งการหากำลังของดาวนั้นมีหลักเกณฑ์มากพอสมควร จึงขอละที่จะอธิบายเอาไว้ ณ ที่นี้ 

            อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่ค่อยจะได้พบว่าโหรหรือหมอดูบ้านเรานำมาใช้ก็คือ “วัยของดาว” ซึ่งจะใช้กันในสายของท่านอ.เทพย์ สาริกบุตร โดยท่านกำหนดวัยที่จะต้องเพ่งเล็งในการพยากรณ์ระหว่าง ลัคนา จันทร์และอาทิตย์ ซึ่งอายุขัยของ นช.ผู้นั้น ในขณะนี้ “จะต้องเพ่งเล็งไปที่จันทร์เป็นหลัก” 

            กล่าวโดยสรุป จะพิจารณาดวงชาตาของ นช.ผู้นั้นเปรียบเทียบกันทั้งลัคนาสถิตย์ราศีกันย์ ราศีตุลย์ และพิจารณาจากจันทร์ตามอายุขัยของเจ้าชาตาในขณะนี้ 

            ปรากฎการณ์ดาวจรกระทบดาวเดิมของ นช.ผู้นั้น 

            ปรากฎการณ์ทางดวงดาวต่างๆที่ไปกระทบกับดาวเดิมของ นช.ผู้นั้น มีปรากฎการณ์ที่สำคัญๆต่างๆ ก่อนที่จะถึงวันพิพากษาดังนี้ 

            ๐  วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๓ เกิด “ดาวเสาร์วิกลคติ (พักร) เพื่อที่จะเดินถอยหลัง” ณ ราศีกันย์ ที่ ๑๐ องศา ๓๙ ลิปดา โดยจุดที่เสาร์วิกลคติพักรนี้ส่งกระแสเต็มกำลัง (เกณฑ์ ๑๐) ไปที่ดาวอังคารและดาวมฤตยูเดิมของ นช. ที่สถิตย์อยู่ ณ ราศีเมถุน ซึ่งดาวอังคารและดาวมฤตยูสถิตย์อยู่ที่ ๘ องศา ๕๑ ลิปดา และ ๙ องศา ๓๑ ลิปดาตามลำดับ 

            ๐  วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๓ เกิด “สุริยคราส”  ณ ราศีมังกร ที่ ๑ องศา ๑ ลิปดา โดยจุดคราสไปทับดาวพฤหัสบดีเดิมของ นช. ผู้นั้น ซึ่งดาวพฤหัสบดีเดิมนั้นสถิตย์อยู่ที่ราศีมังกร ๓ องศา ๒๑ ลิปดา ซึ่งผลของสุริยคราสที่เกิดด้านพระราหูนี้จะให้ผลรุนแรงมาก 

            ๐  วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๓ เกิด “ดาวพุธวิกลคติเพื่อที่จะเดินปกติ” ณ ราศีธนู ที่ ๑๑ องศา ๓๓ ลิปดา โดยจุดวิกลคติของดาวพุธนี้ไปทำมุมโยคร้าย ๑๘๐ องศากับดาวอังคารและดาวมฤตยูที่สถิตย์อยู่ในราศีเมถุน 

            ๐  วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๓ เกิด “ดาวอังคารเพ็ญ” ณ ราศีกรกฎ ที่ ๑๕ องศา ๔๘ ลิปดา โดยจุดที่ดาวอังคารเพ็ญไปทับจันทร์เดิมของ นช. แบบสนิทองศา ซึ่งจันทร์เดิมสถิตย์ ณ ราศีกรกฎ ที่ ๑๕ องศา ๗ ลิปดา 

            ๐  วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๓ เกิด “จันทร์เพ็ญ” ณ ราศีกรกฎ ที่ ๑๖ องศา ๑๕ ลิปดา โดยจุดเพ็ญของจันทร์ไปทับจันทร์เดิมของ นช. แบบสนิทองศาเช่นกัน 

            ๐  วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ดาวพุธยกเข้าราศีกุมภ์ เวลา ๗.๑๗ น 

            ๐  วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เกิด “ดาวพฤหัสบดีดับ” ณ ราศีกุมภ์ ที่ ๑๕ องศา ๔๔ ลิปดา โดยจุดที่ดาวพฤหัสบดีดับนี้  “ไม่ได้ไปต้อง” กับดาวเดิมของ นช. ผู้นั้น หรือดาวใดๆของดวงเมือง อีกทั้งวันที่ดับสนิทก็เลยวันที่พิพากษาของ นช. ผู้นั้นไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในดวงนวางค์ก็จะพบว่า “ดาวอาทิตย์จะร่วมนวางค์กับดาวพฤหัสบดีในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ราว ๘.๒๗ น” ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับวันพิพากษาของ นช. ผู้นั้นพอดี และเมื่อพิจารณา "ดวงภวจักรของ นช. ผู้นั้น " โดยผูกดวง ณ เวลา ๑๒.๒๐ น และ "ดวงภวจักรของดวงเมือง" จะพบว่าจุดที่ดาวพฤหัสบดีดับนั้นไปทับ "จุดศูนย์กลางภพที่ ๕ หรือภพปุตตะของ นช.ผู้นั้น" และ "จุดศูนย์กลางภพที่ ๑๑ หรือภพลาภะของดวงเมือง" ดังนั้นการดับของดาวประธานฝ่ายคุณธรรมในครั้งนี้จึงหลีกเลียงไม่ได้ที่จะมีผลต่อทั้ง นช.ผู้นั้น และดวงเมือง โดยความหมายของดาวพฤหัสบดีก็แทนได้กับ ”กระบวนการยุติธรรม” โดยตรงอยู่แล้ว 

            ตำแหน่งดาว ณ วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐ น 

            พิจารณาตำแหน่งดาวในวันพิพากษาของ นช.ผู้นั้น จะพบว่ามีดาวมาทำมุมต่าง ๆ ดังรูปต่อไปนี้

 รูปที่ ๑ แสดงมุมดาวในวันพิพากษาของ นช.ผู้นั้น
วงในคือตำแหน่งดาว ณ วันเกิด วงนอกคือตำแหน่งดาว ณ วันพิพากษา
ลูกศรสีแดงคือดาวที่มาทำมุมโยคร้าย สีน้ำเงินคือมุมโยคดี



            ๐  ดาวอาทิตย์จรทำมุมโยคร้าย ๑๘๐ องศากับดาวเสาร์เดิม และโยคร้าย ๑๕๐ องศากับดาวจันทร์เดิม 

            ๐  ดาวจันทร์จรทับดาวอาทิตย์เดิม และทำมุมโยคดี ๓๐ องศา กับดาวศุกร์ ดาวมฤตยูและดาวอังคาร โดยมุมโยคดีนี้เป็นมุมเล็กมาก “จึงมีผลในการทำนายจรไม่มากนัก” และไม่สามารถใช้ชี้เป็นชี้ตายในการทำนายได้ อีกทั้งดาวทั้งสามก็เบียฬกันกับจันทร์ในดวงเดิมมาก่อนด้วย ดังนั้นจึงไม่ให้คุณใด ๆ เลย 

            ๐  ดาวอังคารจรทำมุมโยคร้ายทับดาวอาทิตย์และดาวพุธเดิม และทำมุมโยคดี ๓๐ องศากับดาวศุกร์ ดาวมฤตยูและดาวอังคารเดิม ซึ่งผลของโยคดีก็ไม่ต่างกันกับโยคของดาวจันทร์ 

            ๐  ดาวพุธจรทำมุมโยคดี ๓๐ องศากับดาวพฤหัสบดีเดิม 

            ๐  ดาวพฤหัสบดีจรทำมุมโยคร้าย ๑๕๐ องศากับดาวจันทร์เดิม 

            ๐  ดาวศุกร์จรทำมุมโยคร้าย ๑๕๐ องศา กับดาวพลูโตเดิม และโยคดี ๓๐ องศากับพระราหูแต่พระเคราะห์ทั้งสองนั้นเบียฬกันในดวงเดิมมาก่อน ดังนั้นผลของโยคดีดังกล่าวจึงไม่ให้คุณเต็มที่นัก 

            ๐  ดาวเสาร์ทำมุมโยคร้ายเกณฑ์ ๑๐ ไปที่ดาวอังคารและดาวมฤตยูเดิม และทำมุมโยคดี ๖๐ องศากับดาวอาทิตย์และดาวพุธเดิม อย่างไรก็ตามทั้งดาวอาทิตย์และพุธนั้นเบียฬกับดาวเสาร์เดิมมาก่อน ดังนั้นผลของโยคดีดังกล่าวจึงไม่ให้คุณเต็มที่เช่นกัน 

            ๐  พระราหูสารัมภ์ทำมุมโยคร้าย ๙๐ องศากับพระราหูในดวงเดิม 

            ๐  ดาวมฤตยูจรทำมุมโยคดี ๖๐ องศากับดาวพฤหัสบดีเดิม แต่ทว่าดาวทั้งสองก็เป็น มรณะและอริกันในดวงเดิมมาก่อนเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ให้คุณเท่าไรนัก 

            ๐  ดาวเนปจูนจรทำมุมโยคดี ๓๐ องศากับดาวพฤหัสบดีเดิม โดยผลของโยคนี้ก็ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว 

            ๐  ดาวพลูโตจรทำมุมโยคร้าย ๑๘๐ องศากับดาวอังคารและดาวมฤตยูเดิม โดยดาวทั้งสามนั้น เบียฬกันมาก่อนในดวงเดิม ดังนั้นผลร้ายย่อมจะรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตามผลของดาวพลูโตนั้นยังไม่กระจ่างชัดนัก ดังนั้นจึงต้องใช้ความละเอียดรอบขอบมากในการทำนายผลของดาวดวงนี้ 

            การพยากรณ์ดวงชาตาของ นช.ผู้นั้น 

            เมื่อพิจารณาปรากฎการณ์ทางดวงดาวทั้งก่อนที่เกิดคำพิพากษาและมุมดาวในวันที่พิพากษา ตลอดจนจุดตั่งต้นของการพยากรณ์ (ลัคนาและจันทร์) ผลของคำพยากรณ์จากปรากฎการณ์ของดวงดาวที่สำคัญๆ มีดังต่อไปนี้ 

            ๐  จุดที่เสาร์วิกลคติพักรตั่งแต่กลางเดือนมกราคมเรื่อยมาถึงวันที่พิพากษา ตำแหน่งของดาวมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากเนื่องจากเป็นดาวที่อยู่ไกลโลกมาก ดังนั้นทั้งดาวอังคารและดาวมฤตยูเดิมจึงถูกทำร้ายทำลายอย่างต่อเนื่อง 

            -  ถ้าพิจารณาลัคน์กันย์  ดาวเสาร์เป็นเจ้าเรือนภพปุตตะที่แทนได้กับ “การลงทุน การพนันขันต่อ ซึ่งหมายถึงการเล่นหุ้นด้วย ฯลฯ” และยังเป็นที่ดาวที่ลอยอยู่ในภพวินาศน์ซึ่งแปลได้ตามความหมายของชื่อภพ ส่วนดาวอังคารเป็นเจ้าเรือนภพมรณะ แทนได้กับ “มรดก ทรัพย์สมบัติของคู่ครอง ฯลฯ” โดยดาวอังคารและดาวมฤตยูก็เป็นดาวลอยอยู่ในภพกัมมะที่แทนได้กับ “เกียรติยศ ชื่อเสียง ฯลฯ” ดังนั้นเมื่อแปลความหมายของดาวแล้ว “นช.ผู้นั้น จะต้องเสียทรัพย์ เสียเกียรติยศชื่อเสียงอันมาจากการลงทุนหรือหุ้นอย่างไม่ต้องสงสัย”  

            -  ถ้าพิจารณาลัคน์ตุลย์ ดาวเสาร์ก็ถือว่าเป็นเจ้าเรือนปุตตะเช่นกันโดยพิจารณาดาวเสาร์เป็นเกษตร์ราศีกุมภ์ตามตำราดั่งเดิม ส่วนดาวอังคารเป็นเจ้าเรือนภพกดุมภะแทน “การเงิน หรือทรัพย์สมบัติ ฯลฯ” อีกทั้งดาวอังคารและดาวมฤตยูก็สถิตย์อยู่ในภพศุภะแทน “ การฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฏหมาย ฯลฯ” เมื่อเป็นดังนั้นการแปลความหมายของดาวก็คือ “ นช.ผู้นั้น จะต้องเสียทรัพย์สมบัติจากการฟ้องร้องต่อสู้คดีอันเนื่องมาจากการลงทุน การเล่นหุ้น อีกเช่นกัน” 

            -  ถ้าพิจารณาจากจันทร์ ดาวเสาร์เป็นเจ้าเรือนภพปัตนิแทน “คู่ครอง และหุ้นส่วน ฯลฯ” กับเจ้าเรือนภพมรณะ และเป็นดาวที่สถิตย์อยู่ในภพกดุมภะจากจันทร์ ส่วนดาวอังคารเป็นเจ้าเรือนภพปุตตะ และ เจ้าเรือนภพกัมมะ ซึ่งความหมายของภพต่างๆก็เหมือนกับที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นเมื่อแปลความหมายของดาว “นช. ผู้นั้น ก็ต้องเสียทรัพย์ เสียมรดก อันมาจากการลงทุนหรือหุ้นเหมือนกัน” 

            อย่างไรก็ตามในวันที่พิพากษานั้น ดาวพฤหัสบดีก็ส่องแสงมาที่ดาวอังคารและดาวมฤตยูเดิมของ นช. ผู้นั้น แต่ทว่าดาวพฤหัสบดีขณะนั้น “เข้าสู่จุดดับ” จึงอาจจะไม่มีกำลังพอที่จะบรรเทาโทษได้ โดยจะวิเคราะห์เรื่องดาวพฤหัสบดีดับนี้ในลำดับถัดไป 

            ๐  จุดที่เกิดสุริยคราสไปทับดาวพฤหัสบดีเดิม โดยความหมายของดาวพฤหัสบดีก็แทนได้กับ “การฟ้องร้องต่อสู้คดี หรือสิ่งที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม” อีกทั้งเป็นดาวที่สำคัญที่สุดในดวงชาตา ดังนั้นเมื่อดาวสำคัญเช่นนี้ถูกคราส “เจ้าชาตาก็จะอ่อนกำลัง” ไม่มีสิ่งที่จะมาคุ้มโทษคุ้มภัยได้อีก ในชาตาใดก็ตามที่มีการฟ้องร้องต่อสู้คดีกันอยู่ แล้วบังเอิญเกิดถูกคราสดังกล่าวและไม่มีดาวอื่นมาส่งกระแสที่ดีถึง  “ความหวังที่จะชนะคดีนั้นคงเป็นไปได้แค่ฝันเท่านั้น" โดยผลของคราสจะมีอยู่ถึง ๖ เดือน จนกว่าดาวจันทร์จะมาเพ็ญในราศีตรงกันข้าม 

            ๐  จุดที่อังคารเพ็ญเป็นไปทับจันทร์เดิมแบบสนิทองศา โดยดาวอังคารเดิมก็เป็น “วินาศน์” กับจันทร์เดิมมาก่อนด้วย ผลจึงรุนแรงมาก 

            -  ถ้าพิจารณาลัคน์กันย์ ดาวจันทร์เป็นเจ้าเรือนภพลาภะแทน “ผลหรือเงินที่ได้จากการลงทุน ฯลฯ” และอังคารเป็นเจ้าเรือนภพมรณะ ดังนั้น “ผลหรือเงินที่ได้มาก็ต้องมาวินาศน์หรืออันตรธานหายไป” 

            -  ถ้าพิจารณาลัคน์ตุลย์ ดาวจันทร์จะเปลี่ยนมาเป็นเจ้าเรือนภพกัมมะ ดังนั้น “นช. ผู้นั้น ก็จะต้องเสียเกียรติยศ เสียทรัพย์ จากการฟ้องร้องต่อสู้คดี” ตามความหมายของภพและดาว เนื่องจากดาวอังคารจะมาจากภพศุภะ 

            -  ถ้าพิจารณาจากจันทร์ก็จะยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะดาวอังคารเป็นดาวเจ้าเรือนภพปุตตะและภพกัมมะ ซึ่งแทนได้กับการลงทุนและเกียรติยศชื่อเสียงดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และเมื่อดาวอังคารเดิมอยู่วินาศน์จากจันทร์ด้วยแล้ว “นช. ผู้นั้น ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเสียทรัพย์ที่จะไปได้” 

            ๐  จุดที่เกิดจันทร์เพ็ญไปทับจันทร์เดิมหลังจากถูกดาวอังคารเพ็ญทับ ในจุดนี้จะเป็นตำแหน่งที่ “ให้คุณมากเพียงตำแหน่งเดียว” จากปรากฎการณ์ที่ร้ายๆทั้งหมด ซึ่งจะต้องมาพิจารณาเปรียบเทียบดูว่าจุดเพ็ญของจันทร์นี้สามารถช่วยหรือบรรเทาโทษได้มากน้อยเพียงใด 

            โดยทั่วไปเมื่อดาวใดเกิดถูกจันทร์เพ็ญมาทับ ดาวนั้นๆก็จะให้คุณแก่ดวงชาตาในช่วงเดือนนั้นๆ แต่ก็มีกฏเกณฑ์เรื่องการเบียฬกันและการเป็นเจ้าเรือนของจันทร์ตลอดจนหลักเกณฑ์อื่นๆมาประกอบด้วย อย่างไรก็ตามจันทร์เพ็ญในครั้งนี้ คงพอที่จะบรรเทาโทษของอังคารเพ็ญได้เพราะเวลาเกิดใกล้เคียงกัน แต่วันพิพากษาคดีนั้นอยู่ห่างจากจุดที่เกิดเพ็ญเกือบหนึ่งเดือน ประกอบกับมีดาวอื่นมาทำมุมร้ายมากหลายดวงด้วยกัน ดังนั้น “ผลของจันทร์เพ็ญคงยากที่จะบรรเทาโทษได้” 

            ดาวพุธยกไปที่ราศีกุมภ์เวลาเช้าก่อนที่คณะผู้พิพากษาจะนัดลงมติตัดสินคดี โดยสื่อมวลชนรายงานว่า คณะผู้พิพากษาจะลงมติในเวลา ๙.๐๐ น ซึ่งถึงแม้ว่าดาวพุธจรจะเข้าเกาะนวางค์ศุกร์ คู่มิตรตามหลักมูลตรีโกณ แต่ก็เป็น “มรณะ” กับพุธเดิมทำให้ไม่มีกำลัง 

            -  ถ้าพิจารณาลัคน์กันย์ ดาวพุธเป็นดาวเกษตร์ หรือตนุลัคน์ ดังนั้นเมื่อจรไปที่ “ทุสถานะภพ” หรือ “เป็นอริ” จากเรือนตัวเอง ดังนั้นเจ้าชาตาหรือ นช. ผู้นั้น ก็ไม่มีกำลังที่จะไปต้านทานเรื่องร้าย ๆ ที่จะเกิดได้ 

            -  ถ้าพิจารณาลัคน์ตุลย์ ดาวพุธเป็นเจ้าเรือนศุภะแทนได้กับ “การฟ้องร้องต่อสู้คดี” ดังนั้นเมื่อเจ้าเรือนอ่อนกำลัง การฟ้องร้องต่อสู้คดีของ นช. ผู้นั้น “ก็ยากที่จะหาหนทางชนะ” 

            ๐  ดาวพฤหัสบดีดับ โดยดาวพฤหัสบดีจะร่วมนวางค์กับดาวอาทิตย์ในตอนเช้าของวันที่จะมีคำพิพากษา กล่าวคือจะเริ่มดับสนิทในวันนั้น ซึ่งจากที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ดาวสำคัญที่เป็นดาวฝ่ายคุณธรรมและแทนได้กับกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย โดยเมื่อดาวสำคัญดวงนี้มาดับ “ตัวแทนฝ่ายคุณธรรมโดยทั่วไปหรือกระบวนการยุติธรรมต่างๆ ก็ย่อมมีเรื่องมัวหมอง หรือเสื่อมเสียในช่วงเวลานั้นได้” โดยดาวสำคัญดวงนี้จะดับทับจุดศูนย์กลางภพที่ ๑๑ หรือภพลาภะตามดวงเมือง ซึ่งเมื่อภพลาภะแทนได้กับ “ลาภ หรือผลที่ได้ หรือเพื่อนสนิทมิตรสหาย ฯลฯ” ดังนั้นถ้า นช. ผู้นั้น ถูกคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์จริง ทรัพย์ดังกล่าวก็ย่อมตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลจะได้ลาภหรือเงินดังกล่าวนั้น แต่เมื่อมีดาวมาดับทับจุดศูนย์กลางภพแล้ว “รัฐบาลก็ไม่น่าจะได้ลาภแต่อย่างใด “ ตามความหมายทั่วไปของดาวและภพ 

            แต่อย่างไรก็ตาม การแปลความหมายของดวงเมืองนั้นยังจะต้องพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนมากกว่านี้ ซึ่งดวงเมืองนั้นถูกวางโดยล้นเกล้า รัชกาลที่ ๑ ดังนั้นพระองค์ท่านต้องวางลัคน์ไว้แทนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีคำว่ารัฐบาล โดยภพที่จะใช้แทนรัฐบาลนั้น จะต้องมาพิจารณาภพที่ ๑๐ หรือภพกัมมะที่แปลว่าการบริหารราชการงานเมืองแทน 

            มีสิ่งที่น่าสังเกตุอีกเรื่องหนึ่งก็คือ จุดที่ดาวพฤหัสบดีดับจะไปทับหรือร่วมนวางค์เดียวกันกับดาวพฤหัสบดีเดิมในดวงนวางค์ของ นช.ผู้นั้นด้วย 

            ๐  การโยคร้ายของอาทิตย์จรและเสาร์เดิมในวันพิพากษา โดยดาวอาทิตย์ก็จรไปเป็น “มรณะ” กับดาวอาทิตย์เดิม และดาวเสาร์กับดาวอาทิตย์เดิมก็ “เบียฬ” กันมาก่อน ดังนั้นผลร้ายจึงรุนแรงมาก 

            -  ถ้าพิจารณาลัคน์กันย์ ดาวอาทิตย์เป็นเจ้าเรือนภพวินาศน์และดาวเสาร์เป็นเจ้าเรือนภพปุตตะ โดยความหมายของภพก็ยังเหมือนเดิม ดังนั้น “การลงทุนของ นช. ผู้นั้น ก็ต้องมาวินาศน์อีกเช่นกัน” 

            -  ถ้าพิจารณาลัคน์ตุลย์ ดาวอาทิตย์จะเป็นเจ้าเรือนภพลาภะ ดาวเสาร์ยังคงเป็นเจ้าเรือนภพปุตตะ ดังนั้น “ นช. ผู้นั้น ก็มีเกณฑ์ที่จะสูญเสียผลที่ได้มาจากการลงทุนอีกเช่นกัน” 

            -  ถ้าพิจารณาจากจันทร์ ดาวอาทิตย์จะเป็นเจ้าเรือนภพกดุมภะ ดาวเสาร์จะกลายมาเป็นเจ้าเรือนภพปัตนิและภพมรณะ โดยดาวเสาร์สถิตย์อยู่ในภพกดุมภะ ดังนั้นไม่ว่าจะพิจารณาในด้านใด นช.ผู้นั้น ก็มีเกณฑ์ต้องเสียทรัพย์อย่างหลีกเลียงไม่ได้อีกเช่นกัน 

            ๐  ดาวอังคารจรมาทับอาทิตย์และพุธเดิมแบบสนิทองศา ในวันพิพากษา โดยดาวอังคารเป็น “วินาศน์” กับดาวอาทิตย์และดาวพุธเดิมมาก่อน ดังนั้นผลจึงรุนแรงมากอีกเช่นกัน ซึ่งก็แปลความหมายได้ในลักษณะใกล้เคียงกันกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 

            ๐  พิจารณามุมโยคดี โยคร้ายอื่นๆ ในวันพิพากษาจะพบว่า มีแต่มุมโยคร้ายหนักๆที่เกิดจากดาวบาปพระเคราะห์ทั้งสิ้น ส่วนมุมโยคดีที่พอจะมีบ้างก็เป็นมุมเล็กๆที่ไม่มีผลนัก อีกทั้งดาวเดิมก็เบียฬกันมาก่อน ดังนั้นดวงชาตาของ นช.ผู้นั้น ในวันพิพากษาคดีความ ถือว่าหนักหนาสาหัสเป็นอย่างมาก 

            กล่าวโดยสรุปจากปรากฎการณ์ทางดวงดาวทั้งช่วงก่อนและในวันพิพากษาคดีจะพบว่า ดาวเดิมของ นช.ผู้นั้นถูกดาวจรมาทำร้ายทำลายอย่างยับเยิน ดังนั้น “นช.ผู้นั้น จะต้องแพ้คดีและจะต้องถูกยึดทรัพย์” ตามความหมายของดาวดังที่ได้อธิยายมาแล้วข้างต้น และแม้ว่าช่วงเวลาดังกล่าว “ดาวประธานฝ่ายคุณธรรมหรือดาวพฤหัสบดีจะดับ” ซึ่งหมายความว่า กระบวนการยุติธรรมต่างๆคงหลีกเลียงไม่ได้ที่จะโดนโจมตี ให้ร้าย ทำให้เสื่อมเสีย แต่อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งที่ดาวดับก็หาได้ให้คุณแก่ดวงชาตาของ นช. ผู้นั้นไม่  

            สิ่งเดียวที่ นช.ผู้นั้นจะต้องเข้าใจให้ได้ก็คือ โลกธรรมทั้ง ๘ ประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง “การเสื่อมลาภ” และยิ่งลาภดังกล่าวได้มาอย่างไม่ถูกทำนองครองธรรมแล้ว ลาภนั้นก็ย่อมจะเสื่อมง่ายเป็นธรรมดา 

            อ้างอิง 

            - ปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี ๒๕๕๓ ตามแนวทาง อ.เทพย์ สาริกบุตร


 




|

Comments
Add New Search
พูดไปแล้วใครจะฟัง  - เราไม่ยุ่งแล้ว   |125.24.27.190 |2010-02-19 21:33:28
ใครๆก็ว่าเสื้อเหลือง-เสื้อแดง ทะเลาะ ดิฉันก็พธม.คนหนึ่งเพราะต้องข้อสังเกตุเกี่ยวกับการออกกฏหมายมาแต่แรกที่ "นช คนนั้น " เข้ามาบริหารแผ่นดิน เมื่อมีคำถามตั้งขึ้น แต่ไม่มีคำตอบ จนต้องฟังแกนนำเสื้อเหลือง แล้วมาวิเคราะห์เอง จึงตกลงใจที่จะเป็น พธม.กับเสื้อเหลือง แต่เราก็ไม่เคยทะเลาะกับใคร มีแต่ สีต่างๆจะออกมาโจมตีว่าสีเหลือง-สีแดงทะเลาะกัน แต่ฉันแค่นั่งตำหนิคนที่ทำไม่ถูกเท่านั้น
คำทำนาย  - เลือดนองท้องช้าง   |125.24.27.190 |2010-02-19 21:26:44
จะเหมือนคำทำนายที่เคยอ่านมาจากหลายๆท่านใช่มั้ย : อย่างไรเสียอะไรจะเกิดมะนก็ต้องเกิด
พิไลพรรณ   |93.232.200.97 |2010-02-14 13:05:12
กรรมติดขีปนาวุธนำวิถี ทำกรรมดีย่อมได้ดีมีผล ทำชั่วได้ชั่วทุกตัวตน เกิดเป็นคนทำดีไว้มีชัยเอย
ณัฐกานต์  - กลุ่มทุนทะเลาะกัน   |125.25.108.146 |2010-02-09 03:12:38
ติดตามมา ทุนศักดินามีอำนาจเหนือรัฐบาล กับกลุ่มทุนใหม่ทะเลาะกัน มีอำนาจรัฐเป็นตัวประกัน เพราะเหตุการณ์ขณะนี้น่าจะก้าวพ้นทักษิณมาแล้ว คนไทยเริ่มมองเห็นปัญหาเมื่อมองย้อนผ่านไป รัฐบาลหุ่นกระบอก เสื้อเหลือง กกต.ศาล ปปช.พวก1.กับ ทุนใหม่,คนจน,คนด้อยโอกาส,ปัญญาชน อีกพวก1.
น้อง "พร"   |125.25.15.193 |2010-01-31 08:44:11


รอ..รอวันนั้น อยู่

ใครทำอะไร...จะตามสนองเอง

เชื่อค่ะ
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๔๘ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License