- ขอเชิญติดตามการสัมภาษณ์สด เรื่อง "ฤากรุงรัตนโกสินทร์จะย่อยยับด้วยทัพแดง?" โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม
- Updated สามก๊กการเมืองไทย ตอนที่ 18 เรื่อง ชิงศพสวมวิญญาณ แล้ว!
- ติดต่อขอรับ DVD รายการต่อสู้เพื่อบ้านเมืองวันที่ 28 ก.พ.53 ได้ฟรี
- สามก๊กการเมืองไทย ตอนที่ 17 เรื่อง กินบนเรือน ขี้บนหลังคา ได้ลงเผยแพร่แล้ว
- ลิ้งค์พันธมิตรนิวอิงแลนด์
| พลูโต “ดับ” ธันวา “เดือด” |
|
|
| พูดจาภาษาโหร | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| เขียนโดย ดิลก แสงอุทัย | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| วันศุกร์ที่ ๐๔ ธันวาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๗:๑๖ น. | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ในเดือนธันวาคมซึ่งเป็นเดือนมหามงคลของคนไทยทั้งชาตินั้น ในปีนี้ถ้าพวก “ปัตนิ” ตามดวงเมืองไม่เปลี่ยนใจในการชุมนุมในช่วงต้นเดือนแล้ว สิ่งที่เราท่านที่ได้คุ้นเคยจากการเฉลิมฉลองในวันมหามงคลนั้นคงจะไม่เกิดขึ้น ในมิติทางโหราศาสตร์นั้น ก็มีเพียงแค่ปรากฏการณ์ทางดวงดาวที่สำคัญอย่างเดียวคือ “ดาวมฤตยูวิกลคติเพื่อจะเดินปกติ” ในวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๒ ที่ ๒๘ องศา ๔๒ ลิปดา เท่านั้น โดยตำแหน่งของดาวมฤตยูที่กลับมาโคจรเป็นปกตินั้น “ไม่ได้ไปต้อง” กับดาวเดิมใดๆตามดวงเมือง ดังนั้นเหตุเภทภัยต่างๆจึงไม่เกิดขึ้น เมื่อตรวจสอบปรากฏการณ์ทางดวงดาวต่างๆที่จะเกิดขึ้นในเดือนนี้ ก็พบว่ามีปรากฏการณ์ที่สำคัญดังนี้
จากปรากฏการณ์ดางดาวข้างต้นนั้น “ดาวพลูโตดับ” ถือว่าเป็นจุดที่ผู้สนใจในศาสตร์แห่งโหรจะต้องเพ่งเล็งเป็นอย่างมากเพราะจุดที่ดับนั้น “ไปต้อง” กับดาวสำคัญในดวงเมืองกล่าวคือดาวเสาร์เจ้าเรือนกัมมะ (แทนได้กับการบริหารราชการงานเมืองหรือรัฐบาล) และดาวพฤหัสบดีเจ้าเรือนศุภะ (แทนได้กับตัวบทกฏหมายหรือรัฐสภา) แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงผลของดาวพลูโตดับนั้น เห็นควรจะกล่าวถึงความหมายของและการนำดาวพลูโตมาใช้ในการพยากรณ์เสียก่อน โดยดาวเคราะห์ดวงนี้นั้น โหรรุ่นครูบาอาจารย์หลายๆท่านได้ให้ทัศนะแต่งต่างกันออกไป ดาวพลูโตในมิติทางดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ ดาวพลูโตเป็นดาวขนาดเล็กที่เพิ่งจะถูกค้นพบในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๓,๘๒๔ ไมล์ และอยู่ห่างจากดาวอาทิตย์ ๓,๖๗๐ ล้านไมล์ ดาวพลูโตนี้มีอัตราการโคจรรอบดวงอาทิตย์ประมาณ ๒๔๘ ปี ในทางโหราศาสตร์นั้น ดาวพลูโตจะโคจรต่อราศีประมาณ ๒๐ – ๒๕ ปี ดาวดวงนี้ ในทางโหรตะวันออกเรียกว่า “ดาวยม” หรือ “รุทระ” ถือว่าเป็นดาวบาปพระเคราะห์อีกดวงหนึ่ง โดยมีความหมายเกี่ยวกับ “การทำลายร้าง เพื่อที่จะก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้น” และมีคำจำกัดความในการทำนายว่า “ทายคุณโทษโหดร้าย ตายเกิดใหม่” ให้ทายจากดาวดวงนี้ บางตำรากล่าวว่าดาวพลูโตสามารถปล่อยรังสีออกมาได้เป็นสองเท่าของดาวอังคารเป็นต้น ดาวขนาดเล็กดวงนี้ที่ผ่านมาถือว่าเป็นดาวที่อยู่ไกลที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล แต่นักดาราศาสตร์ในปัจจุบันได้ลงมติเห็นพ้องต้องกัน โดยไม่ยอมรับว่าดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์ในระบบสริยะจักรวาลอีกต่อไปตั่งแต่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ซึ่งต่างก็มีเหตุผลในทางดาราศาสตร์มารองรับ ในมิติทางโหรนั้น ครูบาอาจารย์บางท่านกล่าวว่า “ดาวดวงนี้ไม่มีผลในการทำนายในขณะนี้”กล่าวคือ ท่านพิจารณาจากขอบข่ายหรืออาณาเขตของจักรราศี โดยดาวพลูโตได้โคจรออกไปจากจักรราศีแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีอิทธิพลใดๆ เมื่อพิจารณาอาณาเขตของจักรราศีนั้น ท่านที่ไม่มีความรู้ทางโหรอาจจะเข้าใจได้ยากสักหน่อย หรือแม้กระทั่งผู้ที่เป็นโหรหรือศึกษาโหราศาสตร์อยู่ก็อาจจะไม่เข้าใจก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าจะต้องศึกษาโหรใน ”ภาคคำนวณ” มาจึงจะเข้าใจได้ ซึ่งโหรหรือหมอดูในบ้านเราส่วนใหญ่จะข้ามไปศึกษาใน”ภาคพยากรณ์” กัน และละที่จะศึกษาในภาคคำนวณ โดยอาณาเขตของจักรราศีนี้ท่านกำหนดไว้โดยอ้างอิงจาก “เส้นรวิมรรค” หรือเส้นทางโคจรของดาวอาทิตย์ โดยดาวพระเคราะห์ต่างๆที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าใน อดีดนั้น ดาวศุกร์ซึ่งถือว่าอยู่ไกล้โลกที่สุดถัดจากดวงจันทร์ สามารถโคจรเคลื่อนปัดออกจากเส้นรวิมรรคได้มากที่สุดประมาณ ๙ องศา ดังนั้นท่านจึงกำหนด “อาณาเขตของจักรราศีไว้ที่ ๙ องศา เหนือและใต้เส้นรวิมรรค”นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ดาวพลูโตเป็นดาวดวงเดียวที่สามารถโคจรปัดออกจากเส้นรวิมรรคได้มากกว่า ๙ องศา โดยสามารถโคจรปัดออกได้มากที่สุดถึง ๑๗ องศา “ซึ่งดาวพลูโตได้โคจรออกไปจากจักรราศีเหนือเส้นรวิมรรคไปแล้วตั่งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ และจะย้อนกลับเข้ามาในปริมณฑลของจักรราศีอีกในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ” เหตุผลที่ครูบาอาจารย์บางท่านกล่าวว่า ดาวพลูโตไม่มีผลในการทำนายแล้วก็เพราะว่าหลักสถิติต่างๆทางในโหรนั้น โบราณาจารย์ท่านได้จดบันทึกกันมากเป็นเวลาช้านานนับพันปี แต่สถิติเหล่านั้นก็ล้วนมาจากดาวที่โคจรอยู่ในจักรราศีทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าจะนำดาวที่อยู่นอกจักรราศีมาทำนายนั้น เห็นควรที่จะต้องจดบันทึกและหาหลักสถิติกันใหม่ ครูบาอาจารย์บางท่านก็ให้ความเห็นไว้ว่า ดาวดวงนี้อยู่ห่างจากโลกมาก ดังนั้นผลต่างๆที่จะเกิดจากดาวดวงนี้นั้น สมผุสของดาวจะต้องตรงกันจริงๆ แต่อย่างไรก็ตามวิชาการต่างๆไม่ว่าจะเป็นโหราศาสตร์หรือศาสตร์อื่นๆ เราท่านที่สนใจใฝ่ศึกษาสามารถที่จะวิเคราะห์หรือหาทฤษฎีอื่นๆมาสนับสนุนเพื่อเป็นการต่อยอดให้วิชาการต่างๆเหล่านั้นได้มีการพัฒนากันต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง อย่างเช่นในอดีดบุราณาจารย์ท่านใช้ตาเปล่าดูดาว ท่านก็สามารถจดสถิติทำเป็นตำราการโคจรของดวงดาวได้ ต่อมาวิทยาการต่างๆได้พัฒนาสูงขึ้น มีการประดิษฐ์กล้องดูดาวขึ้นมาและนำมาประยุกต์ใช้หาและคำนวณตำแหน่งของดวงดาวต่างให้ถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้นเป็นต้น “กล่าวโดยสรุปในเรื่องของดาวดวงนี้ก็คือ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีอิทธิพลมากน้อยหรือไม่เพียงใด เพราะเหตุผลของแต่ละท่านที่ยกมานั้นก็ล่วนแต่น่ารับฟังทั้งสิ้น ในทัศนคติทางโหรของผู้เขียนเองเห็นว่า ดาวดวงนี้ยังพอมีอิทธิพลอยู่ แต่ผลหรือเหตุที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องเกิดในระยะสมผุสที่ต้องกันแบบสนิทองศาจริงๆเท่านั้น” ธันวา “เดือด” ชื่อหัวข้อนี้คงจะดูเกินเลยไปนัก ถ้าดาวพลูโตไม่มีผลใดๆอีกแล้วในทางโหราศาสตร์ แต่ถ้าเราตั่งสมมุติฐานว่าดาวดวงนี้ยังมีอิทธิพลในทางโหราศาสตร์อยู่ และเมื่อตรวจสอบปรากฎการณ์ทางดวงดาวต่างๆที่จะเกิดขึ้นในเดือนนี้แล้ว สิ่งที่เราท่านไม่คาดฝันก็อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งจะพิจารณาปรากฎการณ์ทางดวงดาวดังนี้ ดาวเนปจูนจะยกเข้าสู่ราศีกุมภ์ในวันที่ ๘ ธ.ค.๕๒ โดยเมื่อดาวที่เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำยกย้ายราศีไปสู่ราศีที่เป็นธาตุลมเช่นนี้แล้ว ภัยธรรมชาติที่เกิดจากน้ำและลมก็อาจจะบังเกิดขึ้นได้ แต่ในครั้งนี้มีเพียงแค่ดาวมฤตยูที่สถิตย์อยู่ ณ ราศีกุมภ์ ๒๘ องศา ๔๓ ลิปดา และมีดาวอังคารที่ถึงแม้ว่าสถิตย์ในราศีกรกฎต้นธาตุน้ำ ที่ ๒๔ องศา ๔๑ ลิปดา แต่ก็ส่งเกณฑ์มาที่ราศีกุมภ์ได้เช่นกัน แต่สมผุสของดาวยังห่างกันอยู่ ดังนั้นเหตุเภทภัยคงไม่สู้รุ่นแรงนัก อีกทั้งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องของชาตาโลก และประเทศของเราก็เป็นเพียงประเทศเล็กๆในโลกเท่านั้น ซึ่งอาจจะได้รับผลเพียงเล็กน้อย ดาวพฤหัสบดียกเข้าสู่ราศีกุมภ์ในวันที่ ๒๐ ธ.ค. ๕๒ เวลา ๑.๔๑ น โดยดาวพฤหัสบดีถือว่าเป็นดาวที่ให้คุณแก่ภพกัมมะที่แทนได้กับการบริหารราชการงานเมืองหรือรัฐบาล ซึ่งเมื่อดาวที่ให้คุณยกออกเช่นนี้แล้ว รัฐบาลก็ไม่มีสิ่งที่จะคอยคุ้มครองได้อีกต่อไป แต่เมื่อพิจารณาตามดวง “ภวจักร” จะพบว่าดาวพฤหัสบดียังสภิตย์อยู่ใภพกัมมะ โดยขอบเขตของเรือนที่ ๑๐ หรือภพกัมมะตามชาตาเมืองนั้นจะอยู่ถึงราศีกุมภ์ที่ประมาณ ๑ องศา ๒๙ ลิปดา แต่กำลังของดาวพฤหัสบดีจะอ่อนลงเพราะว่าสถิตย์อยู่ในราศี และ นวางค์คู่ศัตรูตามหลักมูลตรีโกณ อีกทั้งราศีกุมภ์ก็ถือว่าเป็นวินาศน์กับราศีมินที่เป็นเรือนเกษตร์ของดาวพฤหัสบดีอีกด้วย ในขณะเดียวกันดาวพฤหัสบดีก็ยังกุมกันกับดาวเนปจูนบาปพระเคราะห์โดยจะกุมกันแบบสนิทองศาในวันรุ่งขึ้น (๒๑ ธ.ค.๕๒) แต่ยังดีที่ว่าในดวงนวางค์ของดวงเมืองนั้น มีดาวจันทร์สถิตย์อยู่ที่นวางค์ศุกร์ ตุลย์ ซึ่งเมื่อดาวพฤหัสบดีมาเกาะนวางค์ร่วมกับดาวจันทร์แล้ว ดาวพฤหัสบดีจะพอมีกำลังเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่อย่างไรก็ตามถือได้ว่าดาวพฤหัสบดีมีกำลังน้อยมากที่จะคุ้มครองภพกัมมะหรือรัฐบาลได้ในขณะนั้น ในวันเดียวกันจะมีปรากฏการณ์ดวงดาวที่สำคัญมากอีกคือ “การวิกลคติของดาวอังคารเพื่อที่จะเดินถอยหลัง” ณ ราศีกรกฎ ที่ ๒๕ องศา ๔๑ ลิปดา โดยหลักการทำนายทางโหราศาสตร์นั้น จุดวิกลคติของดาวถือว่าเป็นจุดที่สำคัญมากในการทำนาย ซึ่งมีโศลกกล่าวไว้ในหลายคัมภีร์ โดยปกติดาวอังคารจะพักรทุกๆ ๒ ปี ๒ เดือน และในขณะที่พักรนั้น “ดาวจะมีกำลังมาก” ซึ่งธรรมชาติของดาวอังคารบาปพระเคราะห์ก็แทนได้กับอาวุธ ของมีคม อุปัทวเหตุ ฯลฯ ดังนั้นเมื่อดาวร้ายมีกำลังมาก ผลที่จะเกิดขึ้นก็รุนแรงเช่นกัน อีกทั้งดาวอังคารก็ยังแทนได้กับทหารอีกด้วย จุดที่วิกลคติของดาวอังคารนั้นไปทำมุมโยคร้าย ๙๐ องศากับลัคนาดวงเมือง แต่ยังโชคดีที่ว่าเป็นมุม ๙๐ องศาที่ไม่ใช่เกณฑ์สี่ตามหลักฤทธิโยคหรือกฎการส่งแสงของดาวอังคาร มิเช่นนั้นผลก็จะรุ่นแรงมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อมาพิจารณาดวงชาตาผู้นำของบ้านเมืองในตอนนี้คือท่านนายกฯอภิสิทธิ์ก็พบว่า “จุดวิกลคติของดาวอังคารไปทับลัคนา” ของท่านพอดีเลย โดยครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ (ท่านพล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์) ท่านเขียนบทความบอกว่า นายกฯอภิสิทธิ์เกิดช่วงเช้าที่เมืองนิวคาสเซิล ในวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๐๗ ซึ่งถ้าท่านนายกฯอภิสิทธิ์เกิด ณ เวลา ๖.๑๕ น ลัคนาของท่านจะอยู่ที่ราศีกรกฎ ๒๓ องศา ๑๘ ลิปดา แต่ถ้าเป็นเวลา ๖.๑๖ น ซึ่งต่างกันแค่นาทีเดียว ลัคนาของท่านนายกฯจะอยู่ที่ ๒๓ องศา ๒๘ ลิปดา ซึ่งจะร่วมนวางค์เดียวกันกับจุดวิกลคติพอดี ดังนั้นทุกข์โทษจึงจะยากที่จะหลีกเลียงไปได้ ที่สำคัญอังคารเดิมของท่านนายกฯเป็นเจ้าเรือนกัมมะ (การงาน) ที่ไปอยู่ในภพวินาศน์ที่แปลว่า “ศัตรูลับๆและการลอบทำร้าย” อีกด้วย ถัดมาอีกไม่นานก็เกิดปรากกฎการณ์ดาวพลูโตดับ ณ ราศีธนู ที่ ๙ องศา ๓ ลิปดา ในวันที่ ๒๕ ธ.ค.๕๒ โดยเมื่อพิจารณากฏเกณฑ์การดับของดาวก็พบว่าดาวพลูโตเริ่มดับตั่งแต่วันที่ ๒๒ ธ.ค.แล้ว โดยได้จรร่วมนวางค์กับดาวอาทิตย์ในนวางค์พุธ เมถุน ซึ่งจะดับสนิทจริงๆในวันที่ ๒๕ เวลาประมาณ ๐.๓๐ น ซึ่งจุดดับของดาวบาปพระเคราะห์สำคัญดวงนี้ไปทับดาวเสาร์เจ้าเรือนกัมมะ (แทนรัฐบาล) และดาวพฤหัสบดีเจ้าเรือนศุภะ (แทนตัวบทกฏหมายหรือรัฐสภา) แบบสนิทองศาพอดี โดยดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีตามดวงเมืองสถิตย์ ณ ราศีธนู ที่ ๑๐ องศา ๑๘ ลิปดา และ ๘ องศา ๗ ลิปดา ตามลำดับ โดยจุดดับหรือตำแหน่งของดาวพลูโตและดาวอาทิตย์ในราศีธนูก็ไปทำมุมโยคร้าย ๑๘๐ องศากับดาวมฤตยูบาปพระเคราะห์ของดวงเมืองที่สถิตย์อยู่ ณ ราศีเมถุน ที่ ๘ องศา ๕๓ ลิปดา โดยราศีเมถุนเป็นภพที่ ๓ หรือภพสหัสชะตามดวงเมือง ซึ่งแทนได้กับประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะเดียวกันดาวเสาร์จร ก็ทำมุมโยคร้าย ๙๐ องศา กับทั้งดาวเสาร์ ดาวพฤหัสบดี และดาวมฤตยูเดิมอีกด้วย โดยดาวเสาร์จรอยู่ ณ ราศีกันย์ประมาณ ๑๐ องศาเศษ ย้อนกลับไปที่ดวงท่านนายกฯอภิสิทธิ์ จะพบว่าจุดที่กุมกันของดาวพลูโตและดาวอาทิตย์ รวมไปถึงดาวเสาร์จร ก็ล้วนไปทำมุมโยคร้ายกับดาวอังคารและราหูสารัมภ์ของท่านด้วยเช่นกัน และในช่วงนั้น ดาวจันทร์ ตนุลัคน์ (เจ้าเรือนลัคนา) ก็จรอยู่ที่ราศีกุมภ์ซึ่งเป็นภพมรณะตามดวงเดิมอีกด้วย พิจารณาดาวศุกร์เจ้าเรือนปัตนิตามดวงเมืองที่แทนได้กับศัตรูเปิดเผยของบ้านเมือง ในขณะนั้นสถิตย์ ณ ราศีธนูราว ๔ องศา เกาะนวางค์ลูกที่สองซึ่งเป็นนวางค์ศุกร์ เรือนเกษตร์ของตนเอง อีกทั้ง ณ ราศีธนูก็มีดาวพฤหัสบดีสถิตย์อยู่ จากกฏการส่องแสงของดาว เมื่อดาวศุกร์ได้รับแสงจากดาวพฤหัสบดี ดาวศุกร์จะมีสภาพกลายเป็นอุจน์ ทำให้มีความเข้มแข็งมาก พิจารณากำลังดาวเสาร์เจ้าเรือนกัมมะซึ่งจรอยู่ ณ ราศีกันย์ประมาณ ๑๐ องศาเศษ เป็นทุสถานะภพให้โทษ เกาะนวางค์ลูกที่สี่คือนวางค์อังคาร เมษ เป็นนิจน์ในดวงนวางค์ถือว่าอ่อนกำลังอย่างมาก ส่วนกำลังของดาวพฤหัสบดีจรได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น เมื่อประมวลปรากฎการณ์ดวงดาวต่างๆที่เกิดขึ้นที่ไปกระทบกับดาวในดวงเดิมนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นช่วงวิกฤตที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ “ตามดวงท่านนายกฯอภิสิทธิ์มีโอกาสถูกลอบทำร้ายสูงมาก” โดยดาวอังคารซึ่งแทนได้กับทหารจะเป็นเจ้าการในครั้งนี้ ซึ่งดาวอังคารแทนได้กับทิศ”ทักษิณ” แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าดาวพฤหัสบดีจะยกไปที่ราศีกุมภ์ซึ่งถือว่าเป็นภพมรณะในราศีจักรตามดวงท่านนายกฯ ไม่สามารถคุ้มภัยได้อีกแล้ว แต่ในดวงภวจักรยังถือว่าดาวพฤหัสบดียังอยู่ในภพที่ ๗ ซึ่งถือว่ายังพอให้คุณอยู่บ้าง แต่ตามดวงเมืองนั้นปรากฎการณ์ครั้งนี้ถือว่าร้ายแรงมาก เราจะ “มีปัญหารุนแรงมากขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน” อันมาจากผลที่ดาวมฤตยูเดิมถูกดาวจรกระทำดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น กรปรทั้งดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีเจ้าเรือนล้วนแต่อ่อนกำลังทั้งสิ้น ในทางตรงกันข้าม ศัตรูของบ้านเมืองกับมามีกำลังมากเข็มแข็งขึ้น ดังนั้น “ช่วงเวลาดังกล่าวมีโอกาสที่จะยุบสภาหรือเปลียนแปลงทางการเมืองได้สูงมาก” ซึ่งถ้าดาวพลูโตเป็นเจ้าการในครั้งนี้ ผลของการเปลี่ยนแปลงก็จะต้องเป็นไปตามธรรมชาติของดาวพลูโตกล่าวคือ เป็นการทำลายล้างเพื่อก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้น ดาวพลูโตดับในครั้งนี้ได้ไปทับลัคนาแบบสนิทองศาของบุคคลสำคัญของบ้านเมืองท่านอื่นด้วยซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วงมากเช่นกัน จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นในเรื่องผลของดาวพลูโต ในครั้งนี้เราคงจะได้พิสูจน์กันว่า ดาวที่โคจรออกไปนอกจักรราศีแล้วจะมีผลในทางโหราศาตร์หรือไม่ ซึ่งเราท่านที่ศึกษาโหราศาสตร์จะได้เก็บไว้เป็นสถิติต่อไป แต่อย่างไรก็ตามดาวพลูโตจะมีผลหรือไม่อย่างไรนั้น สิ่งที่เราและท่านจะต้องจำไว้อยู่เสมอก็คือความไม่ประมาทตามปัจฉิมโอวาทที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสสั่งสอนไว้นั่นเอง อ้างอิง 1. ภววินิจฉัย อ.เทพย์ สาริกบุตร 2. แนวทางศึกษาโหราศาสตร์ อ.เทพย์ สาริกบุตร 3. ปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี ๒๕๕๒ ตามแนวทาง อ.เทพย์ สาริกบุตร
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||





