84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านคิดว่าป๋าเปรมควรไปร่วมฉลองความสำเร็จในการแก้ปัญหาน้ำท่วมกับยิ่งลักษณ์หรือไม่?
 
ป้ายโฆษณา
“ดาว” ดู “ขงเบ้ง” พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 8
แย่ดีที่สุด 
พูดจาภาษาโหร
เขียนโดย ดิลก แสงอุทัย   
วันอังคารที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๔:๐๙ น.
|

 

          ขงเบ้งดูดาว เป็นประโยคที่เราท่านอาจจะได้เคยได้ยินได้ฟังกันมาบ้างเพราะมีผู้แต่งเป็นเพลงโดยจับเอาใจความสำคัญตอนที่ "ขงเบ้ง" อัครมหาเสนาบดี (ตำแหน่งเสิงเสี้ยง) หรืออาจจะเทียบเท่าได้กับผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแห่งแคว้น "จ๊กก๊ก" หนึ่งในสามแคว้นใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติจีนช่วงที่แบ่งเป็นสามก๊ก โดยขงเบ้งนั้นรู้ตัวเองว่ากำลังจะหมดบุญจากการดูดาว ดูดวงของตัวเอง ซึ่งเนื้อหาของบทเพลงก็ไกล้เคียงกับเรื่องราวของประวัติศาสตร์จีนในช่วงนั้น

          โดยกลับมามองความเป็นมาเป็นไปของเหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงนี้ "ขงเบ้งแห่งกองทัพ" ในปัจฉิมวัย ได้กลับเข้ามาในวังวนของการเมืองอีกครั้ง ซึ่งมีนักวิจารณ์มากมายหลายท่านได้กล่าวถึงภาระกิจในปัจฉิมวัยของขงเบ้งชราผู้นี้ว่า เข้ามาเพื่อภาระกิจใดกันแน่ บางท่านอาจจะกล่าวอย่างเย้ยเยาะว่า ท่านขงเบ้งชราผู้นี้ ควรที่จะกลับไปเลี้ยงหลาน หรือควรที่จะไปนอนคุยกับรากมะม่วงได้แล้ว บางท่านก็ว่าการกับมาของขงเบ้งชราผู้เฒ่าในครั้งนี้คงจะวิเคราะห์ได้เป็นสองนัยยะก็คือ ท่านทำตัวเสมือน   “พระยาจักรีหรือพระยาพลเทพ” โดยไอ้สองพระยาชั่วดังกล่าวนั้นเป็นตัวการสำคัญให้เราเสียกรุงในครั้งที่หนึ่งและสองตามลำดับ (ทั้ง “จักรี” และ “พลเทพ” นั้นเป็น “ตำแหน่ง” ไม่ใช่เป็นชื่ออย่างที่หลายคนเข้าใจกัน ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๑ ก็เคยรั้งตำแหน่งนี้ เมื่อครั้งกรุงธนบุรีเช่นกัน) และอีกนัยยะหนึ่งก็คือ ท่านทำตัวเสมือน “อุยกาย” ที่ยอมเจ็บตัวเพื่อช่วยชาติ โดย “อุยกาย” นั้นเป็นขุนพลเฒ่าแห่งแคว้น “ง่อก๊ก” ซึ่งเป็นหนึ่งในสามก๊กเช่นกัน ในครั้งนั้น “จิวยี่” วางอุบายลวงให้ “โจโฉ” หลงกล และอุยกายขุนพลเฒ่ายอมเจ็บตัว โดยยอมให้จิวยี่โบยเพื่อตบตาโจโฉเพื่อที่จะเข้าไปเป็นไส้ศึก โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในศึกเซ็กเพ็กหรือตอนโจโฉแตกทัพเรือ

          เมื่อเทียบพิจารณาเหตุการณ์ต่างกรรมต่างวาระดังกล่าวทั้งสองแล้ว สิ่งที่เราท่านที่ศึกษาโหราศาสตร์น่าจะพอทราบได้ถึงภาระกิจที่แท้จริงของขงเบ้งชราผู้นี้ก็คือ เราจะต้องใช้ “ดาว ดูขงเบ้ง” นั่นเอง

          ในบทความเรื่องนี้ ผู้อ่านอาจจะต้องมีพื้นความรู้ทั้งเรื่องประวัติศาสตร์สามก๊กอยู่บ้าง จึงจะทำให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนไม่ได้เป็นผู้เชียวชาญหรือชำนาญในประวัติศาสตร์สามก๊กแต่อย่างไร ไม่เคยอ่านไม่ว่าจะของผู้แต่งท่านไหนจบแม้แต่ครั้งเดียว กลัวจะกลายเป็นคนคบไม่ได้ถ้าอ่านจบครบสามครั้งอย่างที่มีผู้กล่าวว่ากัน ผู้เขียนเพียงแค่ศึกษาจากซีรีย์ภาพยนต์เรื่องสามก๊กที่ทางประเทศจีนจัดทำและได้มาเผยแพร่ในประเทศเราเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว สักประมาณสิบกว่ารอบ และศึกษาเพิ่มเติมในบางเรื่อง บางตอนเท่านั้นเอง

          ขงเบ้งแห่งสามก๊ก

          ก่อนที่จะใช้ดาวดูขงเบ้งชราแห่งกองทัพนั้น เห็นควรที่จะกล่าวถึงอัตชีวประวัติของขงเบ้งแห่งประวัติศาสตร์สามก๊กพอสังเขป ซึ่งเมื่อได้ทราบถึงประวัติของขงเบ้งแห่งสามก๊กแล้ว เราท่านก็จะสามารถเปรียบเทียบคุณงามความดี ตลอดจนความรู้ ความสามารถในด้านต่างๆกับขงเบ้งแห่งกองทัพในบ้านเราได้

          ขงเบ้งที่แท้จริงแล้วเป็นชื่อรอง โดยชื่อจริงของมหาปราชญ์ผู้นี้ก็คือ “จูกัดเหลียง”  หรือจูเก๋อเหลียงตามแต่จะเรียกกัน โดยท่านผู้นี้เกิดราวปี พ.ศ. ๗๔๒ โดยหลังจากที่ “เล่าปี” เชื้อพระวงค์ตกอับของราชวงค์ฮั่นหลบหนีการตามล่าสังหารของขุนนางเมืองเกงจิ๋วและบังเอินได้ไปพบกับปราชญ์อาวุโสแห่งยุคท่านหนึ่งชื่อ “สุมา เต็กโช” โดยปราชญ์อาวุโสท่านนี้ใช้น้ำชาเขียนเป็นตัวอักษรบอกกับเล่าปีว่า ถ้าได้บุคคลสองคนคือ “ฮกหลง” แปลว่ามังกรซุ่ม หรือก็คือ “ขงเบ้ง” และ “ฮองซู” แปลว่าหงส์ดรุณ หรือก็คือ “บังทอง” มาเป็นที่ปรึกษาแล้ว “แผ่นดินจะสงบ” โดยในขณะนั้นบ้านเมืองวุ่นวาย แตกเป็นหลายก๊กหลายเหล่า และยังไม่แยกเป็นสามก๊กอย่างชัดเจนนัก ซึ่งเล่าปีได้ไปเชิญตัวขงเบ้งที่ภูเขาโงลังกั๋งถึงสามครั้งสามครา ขงเบ้งจึงยอมมาเป็นที่ปรึกษาในขณะที่มีอายุเพียงแค่ ๒๖ ปีเท่านั้น โดยในครั้งแรกที่พบ ขงเบ้งก็อธิบายยุทธศาสตร์สามก๊กให้เล่าปี่ฟัง ซึ่งทำให้เล่าปีเกิดความประทับใจและศรัทธาในตัวขงเบ้งเป็นอย่างมาก
         
          จากประวัติศาสตร์หรือวรรณกรรมเรื่องสามก๊กนั้น ถ้าขงเบ้งมีสามารถทำได้อย่างกล่าวกันจริง ขงเบ้งผู้นี้ก็เปรียบได้กับเทวดาที่อยู่บนดินก็มิปาน กล่าวคือเป็นผู้ที่มีความเชียวชาญชำนาญในสรรพวิชาการต่างๆมากมาย เช่น ในเชิงกวีและดนตรี ขงเบ้งผู้นี้สามารถแต่งกลอนสด เพื่อหลอกให้จิวยี่เชื่อว่าที่โจโฉยกทัพมาตีเมืองกังตั๋ง (แคว้นง่อก๊ก) ในศึกเซ็กเพ็กนั้น ต้องการอยากได้สาวสวยสองนางของเมืองนี้คือ “ไต้เกี้ยว” และ “เสียวเกี้ยว” ซึ่งหนึ่งในสองนางนั้นก็คือศรีภรรยาของจิวยี่นั้นเอง (นางเสียวเกี้ยว) อีกทั้งขงเบ้งก็ชำนาญในการดีดพิณมาก โดยเมื่อคราวก่อนที่จะปล่อยตัวจิวยี่ให้กับไปเมืองกังตั๋งนั้น ก็ได้เล่นเพลงพิณที่จิวยี่เป็นผู้แต่งเป็นการเยาะเย้ยให้จิวยี่ฟัง และหลังจากที่จิวยี่กลับไปแล้วก็กระอักเลือดตาย และเมื่อครั้งที่ต้องถอยทัพหนี “สุมาอี้” ที่เมืองเซงโต๋ ขงเบ้งไม่มีทหารที่จะต่อสู้กับสุมาอี้ได้ ซึ่งขงเบ้งได้ลวงสุมาอี้โดยการดีดพิณบนประตูเมืองทำให้ทหารหารของสุมาอี้กว่าแสนคนยอมถอยทัพ

          ด้านการเมืองการปกครอง ขงเบ้งผู้นี้ก็เป็นซีอีโอตัวจริงของแคว้นจ๊กก๊ก เป็นผู้บริหารจัดการในทุกด้านของแคว้นนี้ และได้รับตำแหน่งสูงสุดถึงอัครมหาเสนาบดี ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ถ้าขงเบ้งมีความทะเยอทะยานอย่างไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ท่านผู้นี้ก็สามารถที่จะปฏิวัติยึดอำนาจมาจากพระเจ้าเล่าเสี้ยน      ยุวกษัตริย์โอรสของพระเจ้าเล่าปี และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์เพื่อตั่งราชวงค์ใหม่ได้อย่างไม่ยากนัก และมีโอกาสสูงมากที่จะรวบรวมแผ่นดินสำเร็จด้วย

          ด้านวิศวกรรมศาสตร์ ท่านผู้นี้ถือได้ว่ามีความเชียวชาญในเชิงช่างอยู่มากเช่นกัน จากที่ได้ประดิษฐ์ "โคยนต์ ม้ากล" ขึ้นเพื่อใช้ลำเลียงเสบียงอาหารโดยไม่ต้องใช้แรงงานคนและสัตว์ในคราวที่ยกทัพบุกกิสาน (แคว้นวุยก๊ก ของโจโฉ) ในความเป็นจริงโคยนต์ ม้ากลที่ว่านี้อาจเป็นยานพาหนะที่ใช้หลักกลไกอย่างใดอย่างหนึ่งมาขับเคลื่อนก็ได้ แต่น่าเสียดายที่ว่าโคยนต์ ม้ากลนี้ ได้อันตรธานหายไปพร้อมกับสงครามสามก๊กแล้ว เราท่านจึงไม่สามารถรู้และนำหลักการณ์ดังกล่าวมาใช้ประโยขน์อีกได้

          ด้านการทูต ขงเบ้งเป็นผู้ใช้นโยบายในด้านการทูตอย่างชาญฉลาด โดยได้ฟื้นความสัมพันธไมตรีและผูกมิตรกับง่อก๊ก (ก๊กของซุนกวน) หลังจากที่พระเจ้าเล่าปีสิ้นแล้ว โดยเพื่อที่จะยกพลไปตีแคว้นวุยก๊ก (ก๊กของโจโฉ) ได้อย่างไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ซึ่งในความเป็นจริงถ้าแม้นว่าขงเบ้งตีแคว้นวุยก๊กสำเร็จ แคว้นง่อก๊ก ก็ย่อมจะตกเป็นของแคว้นจ๊กก๊กอย่างไม่ต้องสงสัยอยู่แล้ว

          ด้านโหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ และไสยศาสตร์ สิ่งที่ขงเบ้งมีเหนือกว่าปราชญ์ร่วมยุคในสมัยนั้นก็คือความรู้เกี่ยวกับดวงดาวนั่นเอง ในด้านดาราศาสตร์ ขงเบ้งสามารถคำนวณล่วงรู้ว่าเมื่อใดวันใดจะมีหมอกลงจัดในตอนที่ใช้อุบายหลอกเอาลูกธนูมาจากโจโฉในศึกเซ็กเพ็ก และในศึกครั้งเดียวกันนี้ ถึงแม้ว่าจิวยี่จะใช้อุบายให้ขุนพลอุยกายยอมเจ็บตัว ปราชญ์บังทองวางกลอุบายห่วงโซ่หลอกให้โจโฉนำเรือมาผูกติดกันเพื่อให้ง่ายต่อการถูกเผา โดยทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าขงเบ้งไม่เรียกลมเหนือมาให้ ซึ่งในความเป็นจริงขงเบ้งคงคำนวณรู้ว่าวันเวลาใดลมฟ้าอากาศจะวิปริตและเกิดลมนอกฤดูกาลขึ้น ในศึกเซ็กเพ็กครั้งนั้น โจโฉก็คงไม่ต้องปราชัยอย่างอัปยศอดสูอย่างที่สุด และขงเบ้งผู้เดียวกันนี้ก็วางอุบายให้กวนอูปล่อยตัวโจโฉหลังจากจับตัวได้เพื่อไม่ให้เป็นหนี้บุญคุณกันอีกต่อไป

          ขงเบ้งเป็นผู้รู้ลิขิตฟ้า รู้ว่ากระทำการใดแล้วอายุขัยจะสั้น ในครั้งที่ยกทัพลงใต้เพื่อปราบกบฏเบ้งเฮก โดยขงเบ้งไม่มีทางเลือกนอกจากจะใช้ไฟเผาทหารที่ใส่ชุดเกาะหวาย และครั้งที่เล่าปียกทัพไปบุกยึดเมือง เสฉวน โดยไปกับบังทอง หรือฉายาฮองซู-หงส์ดรุณ ในครั้งนั้นขงเบ้งส่งหมายมาบอกเล่าปีว่า จากการดูดาวผู้นำจะเกิดอันตราย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า “ขงเบ้งนั้นมีความรู้เหนือบังทอง” กล่าวคือบังทองริษยาขงเบ้ง คิดว่าขงเบ้งจะกลัวตนเองจะมีผลงานมากกว่าจึงดื้อรั้นที่จะยกทัพ และในที่สุดบังทองก็ต้องมารับลูกธนูแทนเล่าปีจากการใช้ม้าของเล่าปีที่เล่าปีมอบให้ และเสียชีวิตที่เนินหงส์ร่วงตามฉายาหงส์ดรุณของตัวเองอย่างไร้ค่าที่สุด

          สิ่งที่ยืนยันถึงความรู้ในขั้นอุกฤษฎ์ทางโหราศาสตร์ของขงเบ้งก็คือ เมื่อครั้งที่ยกทัพบุกกิสานครั้งที่หก ครั้งนั้นขงเบ้งรู้ชะตาตนเองว่าจะสิ้นบุญจึงได้ทำการสะเดาะห์เคราะห์โดยการบูชาดาวเหนือและตั่งตะเกียงอธิษฐาน แม้นว่าตะเกียงไม่ดับใน ๗ วัน ขงเบ้งจะยึดอายุขัยได้อีกสิบปี แต่สุมาอี้คู่ปรับของขงเบ้งก็รู้ดวงดาวเช่นกัน โดยสุมาอี้ดูดาวแล้วเห็นว่าดาวโคจรวิปริตจึงคิดว่าขงเบ้งน่าจะป่วย สุมาอี้จึงส่งทหารมาท้ารบที่หน้าค่ายของขงเบ้ง อุยเอี๋ยนแม่ทัพใหญ่ซึ่งขงเบ้งเคยสั่งให้ตัดหัวหลังจากที่อุยเอี๋ยนทรยศต่อนายเก่าของตนแล้วมาสวามิภักด์กับเล่าปี่ โดยเล่าปี่ได้ร้องขอชีวิตเอาไว้ อุยเอี๋ยนจึงรักษาหัวไว้ได้ในตอนนั้น อุยเอี๋ยนผู้นี้ไม่รู้ว่าขงเบ้งกำลังสะเดาะห์เคราะห์อยู่จึงเปิดกระโจมเข้ามาเพื่อที่จะขอทหารไปรบกับทหารของสุมาอี้ จึงทำให้ตะเกียงที่ขงเบ้งอธิษฐานอยู่ดับลง และขงเบ้งก็ได้สิ้นชีวิตจากการป่วยในครั้งนั้น ในขณะที่มีอายุเพียงแค่ ๕๔ ปี

          คนคำนวณไม่สู้ฟ้าลิขิต แต่ “ฟ้าลิขิตก็ไม่สู้กรรมลิขิต” ขงเบ้งผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ก็เป็นเหมือนกับทุกๆคนที่ยังหนีไม่พ้นกับกรรมลิขิตที่ตนได้ทำไว้เช่นกัน

          ขงเบ้งจากอาชีพทำนากลายมาเป็นอัครมหาเสนาบดีของหนึ่งในสามก๊ก และเป็นผู้ที่ทำให้เล่าปีจากคนสานเสื่อขายกลายมาเป็นพระเจ้าเล่าปี่ได้นั้น เราท่านลองคิดพิจารณาดูกันต่อไปว่า ผู้ที่ได้รับฉายาขงเบ้งแห่งกองทัพของบ้านเรานั้น มีความสามารถเทียบเท่าได้มากน้อยเพียงใด

          ขงเบ้งแห่งกองทัพ

          อันที่จริงประวัติของผู้ที่ได้ชื่อว่าขงเบ้งแห่งกองทัพนั้น เราท่านคงเคยได้ยินได้ฟังกันมามากแล้วจึงไม่จำเป็นต้องกล่าวซ้ำอีก ขงเบ้งชราแห่งกองทัพเรานั้นเคยได้รั้งตำแหน่งสูงสุดในการบริหารราชการงานเมืองมาแล้ว เคยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดถึงชั้นปฐมดิเรกคุณาภรณ์อันเป็นเกียรติยศลำดับที่ ๑๒ จากตระกูลเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งหมด ซึ่งเพียงแค่ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ขงเบ้งชราผู้นี้ก็มีบรรดาศักดิ์ไม่น้อยไปกว่าไอ้สองพระยาชั่วในสมัยกรุงเก่าแล้ว อีกทั้งยังได้ชั้นรามาธิบดี ขั้นที่ ๒  มหาโยธิน ซึ่งผ่านการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยามาแล้ว ดังนั้นในด้านยศฐาบรรดาศักดิ์ ขงเบ้งชราผู้นี้มีไม่น้อยไปกว่าขงเบ้งแห่งสามก๊ก

          โดยในอดีดนั้นผลงานตลอดจนความรู้ความสามารถในบางเรื่องบางตอนนั้น ขงเบ้งชราผู้นี้อาจจะพอเทียบได้บ้างกับขงเบ้งแห่งสามก๊ก แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเยิ่นเย้อเกินไปนักจึงจะขอละประวัติของขงเบ้งชราไว้แต่เพียงนี้

          ดาวดู “ขงเบ้ง”

          ดวงชาตาของขงเบ้งชรานั้นได้มีการเผยแพร่อยู่บางพอสมควร โดยเวลาเกิดของท่านผู้นี้ยังไม่แน่ชัดนัก แต่จากการตรวจสอบประวัติย้อนหลังดูแล้ว ผู้เขียนจะขอวางลัคน์ของท่านผู้นี้ที่ต้นราศีกุมภ์ดังนี้

          สูติกาล วันอาทิตย์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๗๕ ตรงกับจันทรคติวันเสาร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำเดือน ๖ ปีวอก เวลา ๐.๕๕ น. ที่จังหวัดนนทบุรี โดยลัคนาคำนวณแบบใช้เวลานักษัตรตามแนวทางท่านอ.เทพย์ สาริกบุตร ได้        “ลัคนาสถิตย์ราศีกุมภ์ ๓ องศา ๖ ลิปดา”  ตามรูปที่ ๑ ด้านล่าง
 



          รูปที่ ๑ ดวงภวจักรของขงเบ้งแห่งกองทัพ


          ก่อนที่จะมาทายดวงชาตาจรของขงเบ้งชราผู้นี้ เราท่านน่าจะมาลองพิจารณาพื้นดวงชาตากันพอสังเขปเพื่อความเข้าใจในตัวตนของเจ้าของชาตามากยิ่งขึ้น

          ท่านผู้นี้เกิดมาในขณะที่ดาวสำคัญมากทั้งสองคือประธานของฝ่ายศุภเคราะห์ (ดาวพฤหัสบดี) และประธานของฝ่ายบาปพระเคราะห์ (ดาวเสาร์) เป็น “เกณฑร์แก่กัน” และดาวทั้งสองนั้นได้ตำแหน่งที่เข้มแข็งมากทั้งคู่ด้วยในราศีจักร กล่าวคือดาวพฤหัสบดีได้ตำแหน่ง “อุจน์” และดาวเสาร์ได้ตำแหน่ง “เกษตร์” แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านี้ก็คือ “ตำแหน่งที่เข้มแข็งของดาวทั้งสองในราศีจักรกลับกลายเป็นตำแหน่งที่ตกต่ำมากในนวางค์จักร” โดยทั้งดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์เกาะนวางค์ “นิจน์” ซึ่งเมื่อดาวทั้งฝ่ายร้ายและฝ่ายดีมาเป็นเกณฑร์แก่กันและได้ตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วนี้ เจ้าชาตาอาจจะสับสนในแง่ของคุณธรรม การแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ ขึ้นอยู่กับว่าขณะใดดาวใดมีอิทธิพลต่อดวงชาตามากกว่ากัน

          เมื่อพิจารณาทั้งราศีและนวางค์จักรจะพบว่าเจ้าชาตาไม่น่าจะมีตำแหน่งใหญ่โตได้ ดาวอาทิตย์ซึ่งแทนได้กับยศศักดิ์ก็อยู่เรือนและนวางค์คู่ศัตรู ไม่มีกำลัง มีแต่เพียงดาวอังคารที่ได้เกษตร์ในราศีจักร แต่ก็มีโยคร้าย ๙๐ องศากับดาวเสาร์และเกาะนวางค์พุธคู่ศัตรู แต่เมื่อพิจารณาในดวงภวจักรแล้วพบว่า “ดาวพฤหัสบดีและดาวจันทร์จะอยู่ภพที่ ๗ ร่วมกัน” ซึ่งการร่วมกันของดาวศุภเคราะห์ทั้งสองในภพที่สำคัญเช่นนี้ ย่อมส่งผลทางยศถาบรรดาศักดิ์อยู่แล้ว

          ตามดวงภวจักรจะมีดาวมฤตยูสถิตย์อยู่ในภพที่ ๓ โดยดาวนี้ทำมุมโยคร้าย ๙๐ องศา กับดาวพลูโต อีกทั้งดาวพุธก็โคจรอยู่ไกล้กับดาวอังคารบาปพระเคราะห์มากในภพนี้เช่นกัน เมื่อแปลความหมายของดาวและภพที่สถิตย์อยู่แล้ว จึงไม่เป็นทีสงสัยว่าทำไมเจ้าชาตาจึงมีจินตนาการสูงมาก คิดจนคนอื่นตามไม่ทัน พูดจาสื่อสารแล้วไม่มีใครรู้เรื่องอย่างที่เราท่านได้ทราบกัน

          เมื่อมาพิจารณาดวงจรในวันที่ขงเบ้งแห่งกองทัพประกาศกลับเข้ามาในสนามการเมืองอีกครั้งหนึ่ง คือในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา โดยถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณกลางเดือนกันยายนเราจะพบว่า “ตนุลัคน์” (พิจารณาราหูสารัมภ์เป็นเจ้าเรือนเกษตร์ราศีกุมภ์) สถิตย์อยู่ที่ราศีมิน ที่ ๑ องศา ๒๘ ลิปดา ซึ่งจะพบว่าราหูสารัมภ์ ตนุลัคน์ของขงเบ้งชราผู้นี้ถูกดาวเสาร์ดับ มฤตยูเพ็ญ และปรากฎการณ์ดวงดาวอื่นๆ ทำร้ายทำลายอย่างยับเยิน (ท่านที่สนใจสามารถอ่านบทความเรื่อง “ดาวเสาร์ดับ และมฤตยูเพ็ญ ในเดือนกันยาฯ” เพิ่มเติมได้) และเมื่อพิจารณาในวันเปิดตัวของท่านก็จะพบว่า ราหูสารัมภ์จรอยู่ที่ราศีมังกร ทำมุมโยคดีตรีโกณกับดาวอาทิตย์เจ้าเรือนปัตนิ (หุ้นส่วน) ซึ่งราหูก็แทนได้กับความมัวเมาหลุ่มหลง และดาวอาทิตย์ก็แทนได้กับตำแหน่งแห่งที่ ดังนั้น “ความมัวเมาหลุ่มหลงจึงพาท่านให้มาได้ตำแหน่งแหน่งที่นั่นเอง”  อีกทั้งดาวฝ่ายบาปพระเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นดาวอังคาร ดาวมฤตยู ดาวเสาร์จร ก็ล้วนทำมุมในทางร้ายกับดาวเดิมเกือบทั้งหมด เห็นมีแต่ดาวพฤหัสบดีที่อ่อนกำลังอย่างมากเท่านั้นที่ถึงแม้ว่ายังสถิตย์อยู่ที่ราศีมังกรเป็นภพวินาสน์ในราศีจักร แต่ทว่าก็ได้จรเข้าไปในภพที่ ๑ ตามดวงภวจักรแล้ว ซึ่งดาวฝ่ายคุณธรรมที่อ่อนกำลังเช่นนี้ยากที่จะไปต้านทานดาวฝ่ายร้ายได้

          พิจารณาดาวเสวยอายุตามหลัก “วิมโสตตรีทักษา” (ทักษา ๑๒๐ ปี ที่คำนวณจากจันทร์กำเนิด ไม่ใช่จากวันเกิด) พบว่า “ดาวเสาร์เสวยอายุ” ตั่งแต่ ๑๕ ก.พ. ๒๕๔๙ – ๑๕ ก.พ. ๒๕๖๘ (๑๙ ปี) โดยในขณะนี้ “ดาวพุธแทรกดาวเสาร์” ตั่งแต่ ๑๘ ก.พ. ๒๕๕๒ – ๒๙ ต.ค. ๒๕๕๔ ซึ่งดาวทั้งสองถึงแม้ว่าไม่ได้เบียฬกันแต่ก็เป็นดาวที่ให้ทุกข์โทษอย่างมากเมื่อมาเสวยอายุกล่าวคือ ดาวเสาร์เป็นดาวเจ้าฤกษ์นักษัตรพิษและดาวพุธก็เป็น “ฉิทระเคราะห์” (ดาวที่ให้โทษแก่ดวงชาตา ๗ ประการ) โดยดาวพุธเป็นฉิทระเคราะห์ประการแรกเพราะเป็นเจ้าเรือนภพมรณะ “ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากดาวที่เสวยอายุทั้งสองแล้วจึงเลิกคิดได้เลยว่าขงเบ้งชราผู้นี้จะกลับมาเป็นใหญ่อีกครั้ง” เพียงแค่รักษาตัวให้อยู่รอดปลอดภัยแค่นั้นก็นับว่าหนักหนาสาหัสมากอยู่แล้ว อีกทั้งดาวเสาร์ก็เป็นเจ้าเรือนและอยู่ในภพที่ ๑๒ ซึ่งหมายถึงการจองจำอีกด้วย

          พิจารณาปรากฎการณ์ดวงดาวในปี ๒๕๕๓ นี้พบว่าสาหัสสากันต์เป็นอย่างมาก ในต้นเดือนมกราคมท่านถูกจันทรคราสทับดาวศุกร์เจ้าเรือนพันธุซึ่งแทนได้กับที่อยู่หรือแผ่นดินเกิดของตัวท่าน หลังจากนั้นช่วงปลายเดือนก็ถูกดาวมฤตยูจรยกย้ายราศีมาทับราหูสารัมภ์ตนุลัคน์อีก ในเดือนกุมภาพันธ์ก็ถูก “จันทร์ดับ” ทับลัคน์และก็ตามติดไปด้วย “เนปจูนดับ” ทับลัคน์อีกเช่นกันในช่วงกลางเดือน อีกทั้ง “พฤหัสบดีดับ” ไปเล็งจันทร์แบบสนิทองศา อีกในช่วงปลายเดือน แต่ยังดีที่ว่ามี “จันทร์เพ็ญ” ไปทับจันทร์เดิมช่วยบรรเทาโทษไปได้บ้าง พอถึงช่วงกลางเดือนมีนาคม “จันทร์ดับ” ก็ทับตนุลัคน์ (ราหูสารัมภ์) และก็ติดตามไปด้วย “มฤตยูดับ” มาทับตนุลัคน์ที่เดิมในระยะเวลาเดียวกันอีก ผู้เขียนตรวจสอบดวงชาตาของขงเบ้งชราผู้นี้มาเพียงแค่สามเดือนแรกในปีหน้าก็คิดปลงใน “กรรมที่จะลิขิต” ให้กับตัวท่านแล้วจึงขอละที่จะตรวจสอบในเดือนต่อไป เห็นมีเพียงแค่ดาวพฤหัสบดีจรที่จรเป็นวินาสน์กับเรือนตัวเองและเป็นมรณะกับพฤหัสบดีในดวงเดิมเท่านั้นที่มาร่วมลัคน์อยู่ โดยดาวพฤหัสบดีจะช่วยให้ท่านรอดปลอดภัยได้หรือไม่อย่างไรนั้น เราท่านที่ศึกษาโหราศาสตร์มาน่าจะวิเคราะห์กันได้ไม่ยากนัก

          กล่าวโดยสรุปจากการใช้ “ดาวดูขงเบ้ง” นั้น ยังไม่เห็นดาวใดเลยที่บอกว่าท่านจะเป็น “อุยกาย” ขุนพลเฒ่าแห่งแคว้นง่อก๊ก ส่วนท่านจะกระทำตัวเยี่ยงเดียวกับไอ้สองพระยาชั่วเมื่อครั้งกรุ่งเก่าหรือไม่อย่างไรนั้น ขอให้ท่านที่มีสติปัญญาลอง “ตรองและตัดสินกันเอาเอง” ซึ่งในระยะเวลาอันไกล้นี้ เราอาจจะได้พิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่ท่านผู้นี้ได้ดื่มมาแล้วก็ได้

สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

 

          อ้างอิง

          ๑.    จันทรวินิจฉัย อ.เทพย์ สาริกบุตร

 

 

 




|

Comments
Add New Search
Mercy   |140.109.55.233 |2010-04-23 00:22:26
อดใจรอคอย จนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว อยากพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในเร็ววัน
Anonymous   |125.24.3.72 |2009-11-22 07:35:31
อยากให้วันนั้นมาถึงเร็วๆจัง กลัวว่าท่านนายกจะรับมือไม่ไหวแล้วตอนนี้ หากมีอะไรไปมากกว่าที่ผ่านมา จะได้เป็นตัวอย่างให้อ้ายเหลี่ยม เผื่อจะได้คิดมองตัวเองบ้าง(แค่ฝัน)
ศรายุธ  - จ้าวอิสาน   |222.123.63.80 |2009-11-21 22:46:37
มีข้อคิดดีมาก
สุมาอี้  - บิ๋กจิ๋ว แห่งเมืองทรอยด์   |58.64.55.6 |2009-11-11 21:07:22
บิ๋กจิ๋ว แห่งเมืองทรอยด์
Ut  - ผู้ผิดคำสาบาน   |202.91.19.194 |2009-11-11 07:30:07
สาธุ!
มันผู้ใดตระบัดสัตย์ที่ให้ไว้ต่อแผ่นดิน
ผิว่ามันผู้นั้นย่อมต้องชดใช้ตามคำสาบานที่ให้ไว้
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๔:๒๖ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License