84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านคิดว่าป๋าเปรมควรไปร่วมฉลองความสำเร็จในการแก้ปัญหาน้ำท่วมกับยิ่งลักษณ์หรือไม่?
 
ป้ายโฆษณา
เมื่อ “เสาร์ดับ” และ “มฤตยูเพ็ญ” ในเดือนกันยาฯ พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 7
แย่ดีที่สุด 
พูดจาภาษาโหร
เขียนโดย ดิลก แสงอุทัย   
วันจันทร์ที่ ๐๗ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๑:๐๔ น.
|
          ในเดือนกันยายนนี้ นอกจากสถาณการณ์ทางการเมืองที่กำลังเดินทางมาถึงจุดที่จะต้องจับตากันอย่างไม่กระพริบแล้ว ปรากฎการณ์ “มุมดาว” หรือการโคจรมาสัมพันธ์กันของดาวภายในเดือนนี้ก็เป็นสิ่งที่เราท่านที่ศึกษาโหราศาสตร์ก็จำเป็นจะต้องจับตาดูกันอย่างไม่กระพริบเช่นกัน กล่าวคือมีปรากฎการณ์ดวงดาวที่สำคัญๆหลายปรากฏการณ์ด้วยกัน

          จากปฏิทินโหรฯ ประจำปี ๒๕๕๒ ตามแนวทางท่านอ.เทพย์ สาริกบุตรบอกปรากฎการณ์ของดาวที่สำคัญๆ ไว้ดังนี้

          -    ดาวเสาร์ “ยก” เข้าสู่ราศีกันย์ วันที่ ๑๐ ก.ย. ๕๒ เวลา ๑.๒๖ น
          -    ดาวพลูโตวิกลคติเพื่อที่จะเดินปกติ วันที่ ๑๑ ก.ย. ๕๒ เวลา ๒๓.๕๖ น ที่ ๖ องศา ๓๙ ลิปดา
          -    ดาวเสาร์ “เล็ง” ดาวมฤตยู วันที่ ๑๕ ก.ย. ๕๒ เวลา ๑๙.๕๐ น ที่ ๐ องศา ๔๓ ลิปดา โดยดาวเสาร์สถิตย์ในราศีกันย์และดาวมฤตยูสถิตย์ในราศีมิน
          -    ดาวมฤตยู “เพ็ญ” วันที่ ๑๗ ก.ย. ๕๒ เวลา ๑๖.๔๒ น ที่ ๐ องศา ๓๘ ลิปดา ในราศีมิน
          -    ดาวเสาร์ “ดับ” วันที่ ๑๘ ก.ย. ๕๒ เวลา ๑.๒๓ น ที่ ๐ องศา ๕๙ ลิปดา ในราศีกันย์
          -    ดาวจันทร์ “ดับ” วันที่ ๑๙ ก.ย. ๕๒ เวลา ๑.๔๔ น ที่ ๑ องศา ๕๙ ลิปดา ในราศีกันย์
          -    ดาวพุธพักร “ดับ” วันที่ ๒๐ ก.ย. ๕๒ เวลา ๑๗.๐๖ น ที่ ๓ องศา ๓๕ ลิปดา ในราศีกันย์

          โดยเมื่อดาวบาปพระเคราะห์ใหญ่ๆมีการโคจรมาทำมุมสัมพันธ์ (ในทางร้าย) เช่นนี้แล้ว เหตุเภทภัยต่างๆนั้นก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงไปได้ ซึ่งคำพยากรณ์ประจำวันที่คณะครูบาอาจารย์ผู้ทำปฏิทินโหรฯ ก็ได้กล่าวถึง “ภัยธรรมชาติ” ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนนี้ โดยขึ้นอยู่กับว่า “ระยะสมผุส” หรือองศาของดาวข้างต้นนั้น ไป “ต้อง” กับดาวเดิมของประเทศใด หรือผู้ใดบ้าง ซึ่งผลก็อาจจะเกิดกับเมืองหรือบุคคลผู้นั้นได้

          เมื่อพิจารณาอัตราการโคจรของแต่ละดาวนั้น จะพบว่าปรากฎการณ์บางอย่างไม่ใช่ว่าจะเกิดกันได้บ่อยนัก เช่น ดาวเสาร์ยกย้ายราศีจะเกิดขึ้นทุกๆ ๓๐ เดือนหรือราวสองปีครึ่ง ส่วนปรากฎการณ์ดาวเสาร์เล็งดาวมฤตยูนั้น เมื่อตรวจสอบย้อนหลังไป ๑๐๐ ปีพบว่า ดาวบาปพระเคราะห์ใหญ่สองดาวนี้เคยเล็งกันมาแล้วเพียงแค่ ๑๒ ครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากการโคจรของดาวนั้นช้ามาก โดยดาวมฤตยูจะโคจรราศีละประมาณ ๗ ปี ส่วนดาวมฤตยูเพ็ญและดาวเสาร์ดับนั้นจะเกิดได้ปีละครั้งตามระยะการโคจรของดาวอาทิตย์ในทวาทศราศีจักร ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๑ ปี ใน ๑ รอบการเคลื่อนที่ โดยจันทร์ดับนั้นเกิดเป็นประจำเดือนละครั้ง และดาวพุธดับนั้นเกิดได้เป็นครั้งคราว เพราะดาวพุธโคจรไกล้กับดาวอาทิตย์มากที่สุด จึงมีโอกาสเกิดการดับได้มากกว่าปกติ

          จากปรากฎการณ์ของดวงดาวข้างต้นนั้น สิ่งที่น่าสนใจที่เราท่านผู้ศึกษาโหราศาสตร์จะต้องมาขบคิดพิจารณาก็คือ “ตำแหน่งที่เกิด” โดยจะเกิดอยู่ที่จุดไกล้กันมากจนถือว่าเป็นจุดเดียวกันได้  ซึ่งจะเกิดใน นวางค์ลูกแรกราศีกันย์ ยกเว้นดาวพุธที่ดับในนวางค์ลูกที่สอง อีกทั้งตำแหน่งเล็งกันของดาวมฤตยูก็อยู่ในระยะที่ทำมุมโยคร้าย ๑๘๐ องศาที่ราศีมินพอดีอีกเช่นกัน ดังนั้น “ผู้ที่มีลัคนา หรือดาวสำคัญๆอยู่ ณ ตำแหน่งดังกล่าวนั้น มีโอกาสที่จะเกิดอุปัทวเหตุเภทภัยได้สูงมากๆ

          ย้อนกลับมาที่เรื่อง “ดาวดับ” และ “ดาวเพ็ญ” อีกครั้งหนึ่ง ท่านที่ไม่เคยศึกษาเรื่องโหราศาสตร์มาก่อนอาจจะไม่คุ้นหูมากนัก โดยเฉพาะเรื่องดาวดับ อีกทั้งโหรหรือหมอดูบ้านเราส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้สมผุสดาวในการทำนายอยู่แล้ว ดังนั้นดาวดับและดาวเพ็ญจึงมักจะละเลยและไม่กล่าวถึงกัน โดย “ดาวดับ” และ “ดาวเพ็ญ” คืออะไรนั้น และปรากฎการณ์ดังกล่าวจะมีผลในการทำนายหรือไม่อย่างไรนั้น ท่านผู้มีปัญญาลองคิดพิจารณาตามที่ผู้เขียนจะอธิบายดังต่อไปนี้

          ขั้นแรก การพิจารณาว่าดาวจะ “ดับ” หรือ “เพ็ญ” นั้น ท่านพิจารณาจาก “ระยะเชิงมุม” ของดาวนั้นๆ กับ “ดาวอาทิตย์” เป็นเหตุ เพราะว่าในหมู่ดาวนพเคราะห์และดาวอื่นๆนั้นหาได้มีแสงไม่ เพราะต่างก็เป็นดาวเคราะห์และจะต้องรอรับแสงจากดาวอาทิตย์ทั้งนั้น ดังนั้นดาวอาทิตย์จึงป็น “เจ้าการ” ของปรากฎการณ์ดังกล่าว กล่าวคือถ้าดาวนั้นๆโคจรเข้าไกล้ดวงอาทิตย์จนกุมกันที่องศา ลิปดาเดียวกันเมื่อไร ดาวนั้นๆจะถือว่า “ดับสนิท” ส่วนดาวเพ็ญก็พิจารณากลับกันคือ ดาวที่โคจรจนมีระยะเชิงมุม ๑๘๐ องศากับดาวอาทิตย์เมื่อไรนั้น ดาวนั้นๆ จะถือว่า “เพ็ญ” เช่นดาวจันทร์เพ็ญ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ) หมายความว่า ดาวจันทร์มีระยะเชิงมุม ๑๘๐ องศาจากดาวอาทิตย์เป็นต้น แต่ระยะเชิงมุม ๑๘๐ องศานี้ จะใช้กับดาวพุธ กับ ดาวศุกร์ไม่ได้ เพราะดาวทั้งสองนี้โคจรอยู่ไกล้ดาวอาทิตย์มากและไม่มีโอกาสที่จะมีระยะเชิงมุม ๑๘๐ องศาดังกล่าว ซึ่งการเพ็ญของดาวทั้งสองจึงพิจารณาในตำแหน่งที่ได้รับแสงของดาวอาทิตย์มากที่สุด หรืออยู่ห่างจากดาวอาทิตย์มากที่สุดนั่นเอง โดยดาวพุธและดาวศุกร์จะอยู่ห่างจากดาวอาทิตย์ได้มากที่สุดประมาณ ๒๘ องศา และ ๔๘ องศาตามลำดับ

          โหรรุ่นครูบาอาจารย์ ท่านอ. ประจวบ วัชรปาณ กล่าวไว้ว่า “สิ่งที่สำคัญกว่าตำแหน่ง ก็คือแสงของดาว” โดยดาวจะมีกำลังก็ต่อเมื่อมีแสง ซึ่งเมื่อพิจารณาตำแหน่งที่เข้มแข็งที่สุดของดาว หรือตำแหน่ง “อุจน์” ที่เราท่านได้ทราบกันอยู่แล้ว โดยตำแหน่งนี้บุราณาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่าเป็นตำแหน่งที่ดาวสุกสว่างสดใสที่สุด ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือตำแหน่งอุจน์ของดาวอาทิตย์ในราศีเมษ ซึ่งจะเห็นว่าดาวอาทิตย์อยู่ไกล้โลกมากและร้อนแรงที่สุดเพราะอยู่ในช่วงหน้าร้อนของเดือนเมษายน อีกตัวอย่างที่แสดงว่าแสงของดาวนั้นมีความสำคัญก็คือ การพิจารณาดาวจันทร์ โดยบางตำรากล่าวว่าจันทร์ที่ไร้แสง (ข้างแรม) จะถือว่าเป็นบาปพระเคราะห์เป็นต้น

          การพิจารณาดาวดับที่เห็นเป็นรูปธรรมก็คือ เมื่อดาวดับ หรือ “อัสตะ” หรือ “อัสตางคต์” ดาวนั้นจะโคจรอยู่ไกล้ดาวอาทิตย์จนแสงของดาวอาทิตย์บดบังจนมองไม่เห็นดาวนั้นๆ โดยในดวงชาตาของผู้ใดที่มีดาวดับ ก็เปรียบเสมือนว่าไม่มีดาวนั้นในดวงชาตา ซึ่งถือว่าให้ทุกข์โทษตามความหมายของดาวและการเป็นเจ้าเรือนของดาวนั้นๆ  และถ้าดาวดับดังกล่าวไม่มีดาวศุภเคราะห์มาเป็นโยคเกณฑร์ที่ดีแล้ว ทุกข์โทษก็จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลียงไม่ได้ โดยผู้เขียนได้เฝ้าสังเกตุผู้ที่มีดาวดับในดวงชาตา ซึ่งผู้ที่มีดาวศุกร์ดับ ส่วนมากก็จะหาความสุขในเรื่องโลกีย์ไม่ได้ เพราะดาวศุกร์นั้นมีความหมายเกี่ยวกับเรื่องรักๆใคร่ๆอยู่แล้ว ส่วนผู้ที่มีดาวพุธดับในดวงชาตาที่เห็นได้ชัดเจนทีสุดก็คือ นช.ผู้ที่เป็นต้นตอของความวุ่นวายของบ้านเมืองในขณะนี้นั่นเอง โดยดาวพุธนั้นแทนได้กับการพูดจา การเจรจาพาที โดยเมื่อดาวพุธดับก็จะกลายเป็นคนประเภทปากให้โทษ พูดจาหาความเชื่อถือได้ยาก ประเภทมะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูกเป็นต้น

          อย่างไรก็ตามการพิจารณาว่าดาวจะดับในดวงชาตานั้น มีหลายตำราได้กล่าวเอาไว้ โดยถ้ากุมกันกับดาวอาทิตย์แบบสนิทองศานั้น ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าดับสนิท แต่โดยมากก็จะเริ่มพิจารณาว่าดับ หรือดาวนั้นไร้แสง ก็ต่อเมื่อดาวนั้นๆโคจรเข้าไกล้ดาวอาทิตย์ โดยท่านวางหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้

          ๑.    ดาวจันทร์ เมื่อโคจรเข้าไกล้ดาวอาทิตย์ในขอบข่าย ๑๒ องศา
          ๒.    ดาวอังคาร เมื่อโคจรเข้าไกล้ดาวอาทิตย์ในขอบข่าย ๑๗ องศา
          ๓.    ดาวพุธ เมื่อโคจรเข้าไกล้ดาวอาทิตย์ในขอบข่าย ๑๔ องศา ในวิถีจักรปกติ และ ๑๒ องศา ในวิถีจักรวิปริตพักร
          ๔.    ดาวพฤหัสบดี เมื่อโคจรเข้าไกล้ดาวอาทิตย์ในขอบข่าย ๑๑ องศา
          ๕.    ดาวศุกร์ เมื่อโคจรเข้าไกล้ดาวอาทิตย์ในขอบข่าย ๑๐ องศา ในวิถีจักรปกติ และ ๘ องศา ในวิถีจักรวิปริตพักร
          ๖.    ดาวเสาร์ เมื่อโคจรเข้าไกล้ดาวอาทิตย์ในขอบข่าย ๑๕ องศา

          โดยดาวพระเคราะห์ที่พบใหม่ในภายหลังนั้นท่านไม่ได้กล่าวเอาไว้ ซึ่งถ้าเราเข้าใจเรื่องแสงของดาวแล้ว ก็ไม่เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินว่าดาวนั้นๆจะดับหรือไม่ กล่าวคือยิ่งดาวโคจรไกล้ดาวอาทิตย์มากเท่าใด แสงหรือ “การมองเห็น” ของดาวนั้นๆก็จะลดน้อยลงมากเท่านั้น โดยอาจจะใช้การร่วมนวางค์ ร่วมตรียางค์ หรือร่วมนักษัตรของดาวนั้นๆกับดาวอาทิตย์มาพิจารณาก็ได้

          อิทธิพลของ “
ดาวดับ” และ “ดาวเพ็ญ” กับเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน

          การพิจารณาดวงจรโดยใช้เรื่องการดับและเพ็ญของดาวมาใช้นั้น สามารถใช้ได้จริงและสามารถพยากรณ์เจาะจงเป็นช่วงเวลาที่จะเกิดเหตุโดยไม่ต้องเหวียงแหทำนายได้ โดยจะต้องพิจารณาดูสมผุสของดาวเดิมตลอดจนจุดศูนย์กลางของภพต่างๆว่าจะถูกจุดดับหรือเพ็ญของดาวจรนั้นหรือไม่ ซึ่งสมผุสของดาวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการพิจารณาทั้งดวงเดิมและดวงจร โดยผู้เขียนได้ฟังหมอดูท่านหนึ่งซึ่งเคยทำงานในสภาสูง โดยท่านได้พยากรณ์ดวงของ นช.ผู้นั้น และท่านวางลัคน์ของ นช. ผู้นั้นไว้ที่ราศีกันย์ โดยท่านพยากรณ์ว่า นช.ผู้นั้นจะดวงไม่ดีถึงสองปีครึ่ง จากการโคจรย้ายราศีของดาวเสาร์ประธานฝ่านบาปพระเคราะห์ที่จะยกย้ายราศีมาร่วมลัคน์ และหมอดูผู้นั้นยังกล่าวอีกว่าดาวมฤตยูเล็งลัคน์ของ นช.ผู้นั้นซึ่งจะทำให้ดวงของ นช.ผู้นั้นไม่ดีถึง ๗ ปี จากการอัตราโคจรของดางมฤตยู ซึ่งหลังจากได้ฟังการทำนายของหมอดูท่านนั้นแล้ว ผู้เขียนก็ได้แต่อมยิ้ม

          ถ้าเราพิจารณาหลักตรรกะธรรมดาๆโดยไม่ต้องใช้หลักโหราศาสตร์ก็ได้ ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่คนเราดวงมันจะตกถึง ๗ ปี  หรือ จะสองปีครึ่งก็ตาม ตอบว่าก็เป็นไปได้ แต่ก็น้อยมาก ดังนั้นเมื่อผู้ที่ได้ฟังการทำนายดังกล่าวแล้วผลไม่ได้เกิดตามที่ได้ทำนายไว้ ก็จะพาดูถูกดูแคลนว่าวิชาโหราศาสตร์เป็นสิ่งที่เหลวไหลเชื่อถือไม่ได้ กลายเป็นพวกหมอดูเดาสวดไป

          ย้อนกลับมาที่เรื่องดาวเสาร์ดับอีกครั้งหนึ่ง ผู้เขียนเคยใช้จุดดาวเสาร์ดับนี้ทำนายรัฐนาวาของรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ว่าจะต้องดับไปพร้อมกับดาวเสาร์ โดยได้เผยแพร่บทความทางเวปไซด์เกี่ยวกับโหราศาสตร์การเมืองแห่งหนึ่ง กล่าวคือในขณะนั้นดาวเสาร์จะดับที่จุดศูนย์กลางภพปุตตะตามดวงภวจักรพอดี ซึ่งดาวเสาร์เป็นเจ้าเรือนกัมมะของดวงเมืองแทนได้กับรัฐบาล และภพปุตตะก็แทนได้กับประชาชน ซึ่งขณะนั้นกลุ่มพันธมิตรกำลังชุมนุมประท้วงอยู่ ปรากฎว่าดาวเสาร์ดับในวันที่ ๔ ก.ย. ๕๑ และรัฐบาลของนายสมัครก็มีอันต้องวิบัติดับสูญไปในวันที่ ๙ ก.ย. ๕๑ เช่นกัน

          เมื่อพิจารณาดาวเสาร์ที่กำลังจะดับในวันที่ ๑๘ ก.ย. ๕๒ ที่จะถึงนี้ โดยเมื่อตรวจสอบจุดที่ดับตลอดจนเกณฑร์ต่างๆของดาวเสาร์แล้วพบว่า จุดดับนี้ไม่ได้โดนดาวสำคัญใดๆ ตลอดจนจุดศูนย์กลางภพของดวงเมือง แต่ดาวเสาร์ก็เป็นตัวแทนของรัฐบาล ดังนั้นเมื่อดาวประจำตัวดับก็อาจจะเกิดความลำบากยุ่งยากได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนักเพราะขณะนี้ดาวพฤหัสบดีประธานฝ่ายศุภเคราะห์ยังจรอยู่ในภพกัมมะคอยคุ้มโทษคุ้มภัยให้อยู่ แต่ที่สิ่งที่น่าพิจารณาก็คือจุดที่กุมกันของดาวเสาร์และดาวอาทิตย์นี้ไปทำมุม “โยคร้าย” ๑๘๐ องศากับดาวศุกร์เจ้าเรือนปัตนิ (ศัตรูเปิดเผย) ซึ่งหมายความว่า ศัตรูเปิดเผยของดวงเมืองจะถูกทำร้ายทำลายจากอิทธิพลของการกุมกันของดาวทั้งสองนี้
กลับมาพิจารณาเรื่องดาวเพ็ญอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือเมื่อใดที่ดาวเพ็ญ เมื่อนั้นดาวนั้นจะ “มีกำลังมาก” แต่การมีกำลังในที่นี้ก็ย่อมเป็นไปตาม “ธรรมชาติของดาว” หมายความว่า ถ้าเป็นดาวฝ่ายบาปพระเคราะห์ก็จะส่งผลมากในทางร้าย แต่ถ้าเป็นดาวฝ่ายศุภเคราะห์ก็จะให้คุณอย่างเอนกอนันต์เช่นกัน โดยในวันที่ ๑๗ ก.ย. ๕๒ ก่อนวันที่ดาวเสาร์ดับเพียงวันเดียว ดาวมฤตยูจะมีระยะเชิงมุม ๑๘๐ องศากับดาวอาทิตย์พอดี หมายความว่าจะเกิด “ดาวมฤตยูเพ็ญ” ในราศีมินขึ้น ซึ่งจุดที่เพ็ญนี้อยู่ในขอบข่ายที่ต้องกับดาวศุกร์เจ้าเรือนปัตนิ (ศัตรูเปิดเผย) ของดวงเมืองอีกเช่นกัน

          ก่อนหน้าที่จะเกิดดาวเสาร์ดับและดาวมฤตยูเพ็ญนั้น ดาวทั้งสองก็มีระยะเชิงมุม ๑๘๐ องศาหรือว่าเล็งกันอยู่แล้วในวันที่ ๑๕ ก.ย. ๕๒ ซึ่งจุดหรือสมผุสองศาที่เล็งกันนั้นก็อยู่ในขอบข่ายที่ต้องกับดาวศุกร์เจ้าเรือนปัตนิ (ศัตรูเปิดเผย) ของดวงเมืองอีกเช่นกันด้วย

          พิจารณาปรากฏการณ์ดวงดาวที่เกิดจันทร์ดับและพุธพักรดับอีกสองวันต่อมาคือในวันที่ ๑๙ และ ๒๐ ก.ย. ๕๒ ถึงแม้ว่าจุดดับจะเกิดที่ราศีกันย์แต่ว่าตำแหน่งของดาวก็ทำมุมโยคร้าย ๑๘๐ องศากับดาวศุกร์เจ้าเรือนปัตนิ (ศัตรูเปิดเผย) ของดวงเมืองอีกเช่นกันด้วย

          กล่าวโดยสรุปจากปรากฎการณ์ของดวงดาวในเดือนกันยายนนี้ “ศัตรูที่เปิดเผยของบ้านเมืองจะต้องถูกทำร้ายทำลายอย่างมิต้องสงสัย” ดังนั้นการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ ๑๙ ก.ย. ๕๒ นี้ ก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง

          แต่อย่างไรก็ตามเมื่อผู้เขียนได้ตรวจสอบดวงชาตาของบุคคลสำคัญๆของบ้านเมืองแล้ว พบว่าเจ้านายชั้นสูงมากพระองค์หนึ่งมีตนุลัคน์ซึ่งถือว่าเป็นดาวสำคัญมากดาวหนึ่งสถิตย์ที่ต้นราศีกันย์ตรงตำแหน่งที่เกิดปรากฎการณ์ดวงดาวที่กล่าวมาข้างต้นพอดี ซึ่งถือว่าน่าวิตกกังวลอยู่มิน้อย ตอนนี้มีเพียงดาวพฤหัสบดีที่จรอยู่ที่ราศีมังกรเกณฑร์ ๙ ส่งแสงมาที่จุดดังกล่าวเพื่อบรรเทาทุกข์โทษของดาวฝ่ายร้าย ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอิทธิพลของดาวพฤหัสบดีประธานฝ่ายศุภเคราะห์จะสามารถต้านทานผลของดาวฝ่ายร้ายได้
อ้างอิง

          ๑.    แนวทางศึกษาโหราศาสตร์ อ.เทพย์ สาริกบุตร
          ๒.    โหราศาสตร์ในวรรณคดี อ. เทพย์ สาริกบุตร
          ๓.    ปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี ๒๕๕๒ ตามแนวทางอ.เทพย์ สาริกบุตร




|

Comments
Add New Search
น้องพร   |125.25.62.100 |2009-09-24 04:11:04
ขอให้อิทธิพลของดาวพฤหัสบดีประธานฝ่ายศุภเคราะห์สามารถต้านทานผลของดาวฝ่ายร้ายได้..มากที่สุด ..นานที่สุด..ตลอดไปได้ไหมคะ
Si   |125.26.205.64 |2009-09-22 04:41:04
น่าสนใจมากครับ
Sarayuth  - Good   |222.123.227.69 |2009-09-19 18:41:32
เป็นบทความที่ดีมาก
great   |203.149.31.67 |2009-09-16 17:26:08
ทำนายได้สุดยอดเลยครับ อ่านแล้วโดนจริงๆ
มะลิ   |124.121.42.15 |2009-09-07 18:27:13
รอมาเป็นอาทิตย์เลย แต่ก็คุ้มค่า ขอให้บ้านเมืองผ่านพ้นวิกฤตด้วยเถิด ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองในหลวงผู้ประเสริฐของปวงชนชาวไทย และ อวยพรให้ท่านนายกอภิสิทธิ์ นายกของเราให้นำพาประเทศไทยให้พัฒนาถาวรเพื่อ ปชช ส่วนรวม เชื่อมั่นประเทศไทย เชื่อมั่นนายกอภิสิทธิ์
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๐๗ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๑:๑๒ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License