|
พูดจาภาษาโหร
|
|
เขียนโดย ดิลก แสงอุทัย
|
|
วันพฤหัสบดีที่ ๐๙ กรกฏาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๘:๐๗ น. |
|
“คราส” สุริยคราส จันทรคราสหรือสรรพคราส คืออะไร ท่านทั้งหลายคงจะเคยได้ยินได้ฟังกันมาบ้างแล้ว ในมิติทางดาราศาสตร์นั้น “คราส” สุริยคราสหรือจันทรคราสก็เป็นปรากฎการณ์ตามธรรมชาติธรรมดาๆที่โลก ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์มาบดบังซึ่งกันและกัน ซึ่งเราท่านทั้งหลายก็เคยได้ร่ำเรียนกันมาแล้วตั่งแต่สมัยมัธยม โดยผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ แต่ “คราสในมิติทางโหรฯ” คืออะไร มีความสำคัญกับชาตาโลกหรือชาตาของผู้คนมากน้อยเพียงใดนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่นักศึกษาโหราศาสตร์และผู้ที่สนใจจำเป็นจะต้องรู้ ในประการแรกเพื่อที่จะเตรียมพร้อมที่จะไม่ตั่งตนให้อยู่ในความประมาทเมื่อ “คราส” ครั้งนั้นๆส่งกระแสมาที่ดวงชาตาของตน ในประการที่สองก็เพื่อที่จะไม่ตระหนกตกใจและรู้เท่าทันกับคำพยากรณ์ที่โหรและหมอดูสำนักต่างๆ ได้ทำนายทายทักผ่านสื่อแขนงต่างๆออกมา
การเกิดคราสทางโหราศาสตร์
คราสในมิติทางโหราศาสตร์นั้นจะเกิดได้ต่อเมื่อ ระยะเชิงมุมที่ดาวอาทิตย์และจันทร์กุมกัน (สุริยคราส) หรือเล็งกัน (จันทรคราส) แล้วมีระยะสัมพันธ์ไปถึงองศาของราหูหรือเกตุ (สากล) ตามที่คัมภีร์สิทฑาน์ตราชาสิโรมณีกล่าวไว้ดังนี้
- สุริยคราส อย่างน้อย ๑๕ องศา ๒๑ ลิปดา อย่างมาก ๑๘ องศา ๓๑ ลิปดา
- สุริยคราส สรรพคราส (เต็มดวง) อย่างน้อย ๙ องศา ๕๕ ลิปดา อย่างมาก ๑๑ องศา ๕๐ ลิปดา
- จันทรคราส อย่างน้อย ๙ องศา ๓๐ ลิปดา อย่างมาก ๑๒ องศา ๑๕ ลิปดา
- จันทรคราส สรรพคราส (เต็มดวง) อย่างน้อย ๓ องศา ๕๕ ลิปดา อย่างมาก ๖ องศา ๐ ลิปดา
จากปฏิทินโหรฯประจำปี ๒๕๕๒ ตามแนวทางท่านอ.เทพย์ สาริกบุตรกล่าวว่า ในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ว่า “วันนี้เป็นอวมาสีวันจันทร์ดับ เกิดเป็นสุริยคราส สรรพคราส ณ ราศี กรกฎ ๕ องศา ๒๗ ลิปดา เวลา ๙.๓๕ น ” ซึ่งองศาที่เกิดคราสก็คือองศาที่จันทร์และอาทิตย์กุมกัน โดยในขณะนั้นพระราหูสารัมภ์จรอยู่ที่ราศีมังกร ๖ องศา ๑๓ ลิปดา (พระเกตุจะอยู่ที่ราศีกรกฎ ทำมุม ๑๘๐ องศาแก่พระราหู) ซึ่งจะเห็นว่าอยู่ในขอบข่ายที่จะเกิดคราสตามองศาที่กล่าวไว้ข้างต้น กล่าวคือระยะเชิงมุมระหว่างจุดกุมกันระหว่างอาทิตย์และจันทร์ ณ ราศีกรกฎนั้น ห่างจากพระเกตุ (สากล) เพียงแค่ประมาณ ๔๖ ลิปดาเท่านั้นเอง
จะเห็นได้ว่าคราสจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีพระราหูมาเกี่ยวของเป็นหลัก ซึ่งเมื่อมาพิจารณาการโคจรของพระราหูในทวาทศราศีจักรจะพบว่าใช้เวลา ๑.๕ ปี (๑๘ เดือน) ต่อราศี และมาพิจารณาการโคจรของดาวอาทิตย์ คือ ๑ เดือนต่อราศี ก็จะพบว่า ดาวอาทิตย์มีโอกาสโคจรมาร่วมหรือเล็งกับพระราหู ๓-๔ครั้งในรอบ ๑๘ เดือน ซึ่งคราสนั้นมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้หลายครั้ง และราศีที่อยู่หน้าหรือหลังจากตำแหน่งที่พระราหูสถิตย์ ก็มีโอกาสเกิดคราสได้เช่นกัน โดยพิจารณาจากระยะเชิงมุมข้างต้น
ผลของคราสทางโหราศาสตร์
เรื่องการนำคราสมาทำนายนั้น โบราณาจารย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภารตะท่านใช้กันมานานแล้ว ถึงกับรจนาคัมภีร์ต่างๆไว้มากมาย ทางโหรฝ่ายไทยเราที่จริงก็ใช้คราสในการทำนายเช่นกันโดยจะกล่าวถึงในภายหลัง โหรรุ่นครูบาอาจารย์ที่ศึกษาค้นคว้าเรื่องคราสอย่างจริงจังและนำมาเผยแพร่เป็นคุณประโยชน์แก่วงการโหรของไทยของเราคือท่านอาจารย์ พ.อ. ประจวบ วัชรปาณ โดยท่านทำปฏิทินคราส ๒๕๐ ปี ที่รวบรวมประวัติของบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคราสตลอดจนเรื่องอื่นๆที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย โดยท่านที่สนใจลองค้นคว้าศึกษามาอ่านกันดูเพื่อเพิ่มพูนความในทางโหรฯให้กับตัวเอง
คราสมีผลร้ายแค่ไหนอย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่เราท่านที่ศึกษาวิชาโหรฯ จำเป็นต้องรู้ โดยคราสที่จะเกิดในวันที่ ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๕๒ นี้ก็ได้มีนายกสมาคมทางโหรฯ ท่านหนึ่งได้ออกมาทำนาย ซึ่งปกติท่านก็ทำนายเรื่องราวต่างๆเผยแพร่ทางสื่อเป็นประจำอยู่แล้ว โดยความแม่นยำหรือไม่อย่างไรนั้น ผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ ยกตัวอย่างคำทำนายเช่น “สุริยุปราคาครั้งนี้ เกิดขึ้นในธาตุน้ำ เรื่องที่ต้องจับตาและเตรียมพร้อมรับมือให้ดีคือ ดินฟ้าอากาศจะวิปริตแปรปรวน ทั้งวาตภัย อุทกภัย แผ่นดินทรุดถล่ม และที่ดินทำการเกษตรเสียหาย จนเกิดความปั่นป่วนไปทั่วในวงการอุตุนิยมวิทยา” หรือหมอดูบางท่านที่ผันตัวเองมาจากวงการบันเทิงก็ทำนายคราสครั้งนี้ว่า “ราศีที่ถูกคราสจะทำให้เกิดภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ฝนตกใหญ่ น้ำท่วม” เมื่อมีผู้พบเห็นต่างก็ตระหนกตกใจว่าจะมีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับประเทศชาติอีกแล้วหรือ โดยเพื่อนฝูงของผู้เขียนก็นำเอาคำทำนายดังกล่าวมาสอบถาม และเมื่อผู้เขียนได้อ่านคำทำนายดังกล่าว ก็ตระหนกตกใจเช่นกัน แต่ที่ตระหนกตกใจนั้นไม่ใช่จะกลัวว่าสิ่งที่ทำนายจะเกิดหรอก แต่ตระหนกตกใจว่าผู้ทำนายใช้หลักอะไรบ้างในการทำนายต่างหาก
เมื่อถามว่าคราส หรือ อิทธิพลของราหูนั้นรุนแรง ร้ายกาจขนาดนั้นเชียวหรือ ตอบว่า “เป็นไปได้” ตัวอย่างความรุนแรงร้ายกาจของพระราหูที่เห็นได้อย่างชัดเจน ก็คือ “การเดินสวนกัน” ระหว่างราหูและดาวเนปจูนเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๑ (ราหูจะโคจรย้อนจักร,ตามเข็มนาฬิกา และดาวเนปจูนจะโคจรตามจักร,ทวนเข็มนาฬิกา) ซึ่งผลของการโคจรสวนกันของดาวบาปพระเคราะห์ที่สำคัญในครั้งนั้นก็คือ “พายุนากรีส” ที่ฆ่าผู้คนไปนับแสนที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา แต่ในการเดินสวนกันของดาวใหญ่ๆเช่นนี้ มิใช่จะเกิดกันบ่อยครั้ง เพราะดาวนั้นๆเคลื่อนที่ช้ามาก ( ดาวเนปจูนโคจร ๑๓ ปี กับ ๙ เดือน ต่อหนึ่งราศี) ซึ่งการโคจรสวนกันของพระราหูกับดาวบาปพระเคราะห์ใหญ่ๆที่เราท่านจะต้องจับตาดูก็คือ การเดินทางสวนกันของพระราหูกับดาวพลูโตในราศีธนู และพระราหูกับดาวเสาร์ในราศีตุลย์ โดยถ้ามีโอกาสผู้เขียนจะกล่าวในบทความเรื่องอื่นๆต่อไป
ย้อนกลับมาพิจารณาเรื่องคำทำนายเรื่องคราสในเดือนกรกฎาคมนี้อีกครั้ง ถ้าเราจะพิจารณาโดยใช้ตรรกะง่ายๆโดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ทางโหรฯก็ได้ กล่าวคือ คราสในครั้งนี้เกิดขึ้นโดยมีแนวคราสเต็มดวงพาดผ่านประเทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และมหาสมุทรแปซิฟิคใต้ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญทางดาราศาสตร์ได้อธิบายเอาไว้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆที่ถูกแนวคราสพาดผ่านเท่านั้นเอง แต่เหตุไฉนผลร้ายจะเกิดเฉพาะกับประเทศของเราอย่างนั้นหรือ ?
สิ่งที่จะใช้วิเคราะห์ว่าผลร้ายต่างๆที่จะเกิดจากคราสนั้นว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ อันที่จริงครูบาอาจารย์แต่เก่าก่อน ท่านก็ได้อธิบายสั่งสอนไว้ดีแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องพิจารณาก็คือสมผุส(องศา) ของดาว ตลอดจนลัคนาและจุดศูนย์กลางภพ (ดวงภวจักร) ที่จุดคราสนั้นส่งกระแส (ทับหรือเล็ง) ถึง เมื่อพิจารณาจุดคราสที่เกิด ณ ราศีกรกฎ ๕ องศา ๒๗ ลิปดานั้น เมื่อพิจารณาจากดวงเมืองที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๑ ที่พระองค์ท่านทรงผูกดวงเมืองเอาไว้ จะพบว่ามีดาวจันทร์สถิตย์ ณ ราศีกรกฎซึ่งก็อาจจะอยู่ในข่ายที่จะถูกกระแสของคราสถึง โดยถ้าพิจารณาจากปูมโหรฯ ที่คำนวณตามแบบเก่า ดาวจันทร์จะมีสมผุสองศาที่ ๑๘ องศา ๒๐ ลิปดา แต่ถ้าคำนวณแบบดาราศาสตร์สากล ดาวจันทร์จะมีสมผุสองศาที่ ๑๑ องศา ๓๗ ลิปดา ก็จะพบว่าองศาของจุดคราสและตำแหน่งของดาวจันทร์จะห่างกันประมาณ ๖ องศา ๑๐ ลิปดา โดยระยะเชิงมุมเช่นนี้ เราท่านทั้งหลายที่ศึกษาโหรฯที่ใช้สมผุสของดาวมาทำนาย ก็จะกล่าวได้ว่าคราสครั้งนี้ “ไม่มีอิทธิพลต่อดาวจันทร์เลย”
แต่เนื่องจากว่าราศีกรกฎเป็นภพที่ ๔ ของดวงเมือง และเป็นภพที่สำคัญมากตามดวงชาตา โดยเมื่อพิจารณาจุดศุนย์กลางของภพนี้ตามดวงภวจักร จะเห็นว่าจุดศูนย์กลางภพจะอยู่ที่ ๑๔ องศา ๕๙ ลิปดา ซึ่งจุดศนย์กลางภพอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางคราสมาก ดังนั้นสุริยคราสที่จะเกิดในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม นี้ “จะไม่มีผลใดๆเลยกับดวงเมืองในมิติทางโหราศาตร์”
เรื่องจุดคราสกับจุดศูนย์กลางภพนั้น ไม่ใช่เฉพาะภพที่ ๔ เท่านั้นที่จะต้องพิจารณา ถ้าเราเคยศึกษาดวงของเจ้านายชั้นสูงมากพระองค์หนึ่ง ครั้งหนึ่งเกิดคราสทับที่จุดศูนย์กลางภพที่ ๓ ของท่าน จากนั้นอีกไม่นานเราก็เสียบุคคลสำคัญตามความหมายของภพที่ ๓ ตามดวงพระชาตาของเจ้านายพระองค์นั้น การใช้คราสของโหรไทย
เนื่องจากว่าบุคคลผู้ที่ค้นคว้าและนำเรื่องคราสมาเผยแพร่คือท่านอาจารย์ พ.อ. ประจวบ วัชรปาณ ท่านได้ศึกษาและใช้โหรฯแนวทางภารตะเป็นหลัก เลยทำให้มีผู้เข้าใจผิดไปว่าเรื่องคราสนี้เป็นเรื่องของภารตะประเทศ ไม่เกี่ยวกับโหรไทยของเรา โดยเป็นความเข้าใจผิด อันที่จริงครูบาอาจารย์ฝ่ายไทยท่านก็ใช้คราสกันอยู่แล้ว โดยมรดกชิ้นสำคัญที่บุราณาจารย์ท่านรจนาเอาไว้ให้เราท่านทั้งหลายได้ศึกษากันก็คือเรื่อง “ฆาตอายุขัย” โดยมีทั้งหมด ๑๕ โศลกด้วยกัน แต่ท่านไม่ได้บอกวิธีใช้คราสโดยตรง แต่แฝงเอาไว้ให้ผู้ศึกษาได้ขบคิดกันเอง
โดยเรื่องฆาต (ความตาย) นี้ ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ตรงมากับตัวเอง โดยครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนกำลังเริ่มศึกษาวิชาโหรฯใหม่ๆ ซึ่งศึกษาจากตำราเป็นหลัก และมีอยู่คราวหนึ่งที่ดาวจรได้จรมาตรงตามตำแหน่งที่บุราณาจารย์ท่านได้รจนาเอาไว้ ในโศลกที่ว่า “ อนึ่งเล่าอสุรินทร์มาทับจันทร์ อังคารนั้นเล็งลัคน์เข้าเป็นสอง ทั้งอาทิตย์ถึงเสาร์เข้าโดยปอง ทายสนองควณตัดว่าถึงตาย ” โดยช่วงที่ดาวจรมาอยู่ตามโศลกดังกล่าวนั้น เป็นช่วงเวลากว่าหนึ่งอาทิตย์ ซึ่งทำให้ผู้เขียนเกิดความปริวิตกว่าเราจะตายตามที่บุราณาจารย์ท่านกล่าวเอาไว้หรือ ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสได้รู้จักกับครูบาอาจารย์ (ท่านอ. สัมพรรค์ เผือกสกนธ์ คณะผู้ทำปฏิทินโหรฯ ตามแนวทางท่านอ.เทพย์) และได้นำเรียนสอบถามกับท่าน โดยท่านเมตตาอธิบายไว้ว่าโศลกต่างๆที่ครูบาอาจารย์รุ่นเก่าท่านได้ได้รจนาเอาไว้ เราจะทายตรงๆตามนั้นไม่ได้ เพราะท่านจะแทรกเคร็ดลับเอาไว้ให้ผู้ศึกษาต้องขบคิดกันเอาเอง ถ้าผู้ใช้ไปทายตรงๆแล้วผลไม่เป็นไปตามที่ท่านรจนาไว้ ก็เลยพาลหาว่าตำราผิด ไม่ถูกต้อง ซึ่งโศลกข้างต้นจะเกิดผลร้ายจริงๆ จันทร์ที่ถูกอสุริทร์(ราหู)ทับ จะต้องถูกคราสด้วย
แต่โชคดีที่ว่า ดาวจันทร์ของผู้เขียนไม่ได้ถูกคราส ดังนั้นผลร้ายต่างๆก็ไม่เกิดตามที่ท่าน อ.สัมพรรค์ท่านได้อธิบายไว้
โดยเรื่องฆาตอายุขัยนี้ ท่านปรมาจารย์เทพย์ สาริกบุตรท่านได้แปลความหมายและเคร็ดต่างๆไว้อย่างละเอียด โดยท่านที่สนใจก็ลองหาตำราของท่านอาจารย์มาศึกษาเพิ่มเติมได้ โดยท่านได้กล่าวเอาไว้หลายเล่มด้วยกัน
อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงว่าครูบาอาจารย์ทางฝ่ายไทยก็ใช้คราสก็คือ กฏการให้ฤกษ์ที่ว่า “หน้าสัตวารัง หลังสัตวารี” ที่ท่านห้ามวางฤกษ์ในช่วงที่เกิดคราสนั่นเอง
การบำบัดผลร้ายของคราสในมิติทางโหราศาสตร์
ผลร้ายของคราสนั้นได้แสดงให้ผู้คนได้รู้ได้เห็นกันมานานแล้ว ดังนั้นครูบาอาจารย์ท่านก็ได้หาวิธีที่จะบรรเทาเหตุเภทภัยอันเกิดจากคราส ซึ่งจะอยู่ในโหราศาตร์ภาคพิธีกรรม โดยจะกล่าวอย่างสรุปได้ดังนี้
- อย่าให้แสงของคราสถูกต้องตัว
- ใช้อัญมณีมาประดับตามดาวที่ถูกคราส เช่นถูกคราสที่ดาวอาทิตย์ก็ให้ใช้อัญมณีสีแดงเช่นทับทิมมาประดับหรือพกพาเอาไว้เป็นต้น
- ใช้อุลกมณี หรือเสก็ดดาวมาพกพาเอาไว้ โดยท่านว่าเหตุเกิดจากดาว ก็ต้องใช้ดาวบรรเทาเหตุนั้น
- ใช้ทับทิมด่างหรือกินบ่เสี้ยงมาพกพาเอาไว้ โดยทับทิมชนิดนี้เชื่อว่าเกิดตอนที่มีคราส ดังนั้นจึงบรรเทาทุกข์โทษที่เกิดจากคราสได้
- เจริญพระคาถาบทจันทหรือสุริยปริตร (บทที่ว่า กินนุสันตระมาโน ฯลฯ)
หมายเหตุ ข้อ ๓ และ ๔ จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
ผลของคราสนั้นจะมีผลอยู่ ๖ เดือนจนกว่าที่ดาวอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ที่ราศีตรงข้าม แล้วมีดาวจันทร์มาเล็งเกิดเป็นปูรณจันทร์หรือจันทร์เพ็ญลบล้างความมืดมัวของคราสไปได้ โดยปกติชาตาที่ถูกคราสนั้น จะเป็นดวงชาตาจะอ่อนกำลัง และเมื่อมีดาวบาปพระเคราะห์เช่นอังคารหรือเสาร์มาส่งกระแสซ้ำไปทำร้ายทำลายที่จุดเดิมเมื่อใด ผลร้ายก็จะบังเกิดทันที โดยคราสครั้งนี้จะมีดาวอังคารบาปพระเคราะห์โคจรไปซ้ำที่จุดเดิมในช่วงกลางเดือนตุลาคม แต่ยังโชคดีที่ว่าในขณะนั้น ดาวพฤหัสศุภเคราะห์ยังโคจรอยู่ที่ราศีมังกรส่งแสงมาที่จุดคราสนี้ ดังนั้นผลร้ายที่เกิดขึ้นก็ไม่น่าจะรุ่นแรงนัก
ในการเกิดคราสครั้งนี้บังเอินไปทับลัคนาของดวงพรรคพันธมิตร (การเมืองใหม่) แบบสนิทองศา โดยลัคนาของพรรคพันธมิตรนั้นอยู่ที่ ๔ องศา ๓๒ ลิปดา (ท่านที่สนใจลองอ่านบทความเรื่องดวงฤกษ์พรรคพันธมิตรของผู้เขียนคนเดียวกันเพิ่มเติมได้) โดยในระยะ ๖ เดือนหลังจากเกิดที่เกิดคราสนี้ ถ้าความวุ่นวายต่างๆเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองใหม่ ก็แสดงว่าเวลาฤกษ์ที่ผู้เขียนนำมาผูกเป็นดวงของพรรคนั้นถูกต้อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลของคราสในครั้งนี้ไม่น่าจะรุนแรงนักเพราะว่าคราสจะเกิดวันที่ ๒๒ กรกฎาคม แต่ดาวพฤหัสศุภเคราะห์จะยกกลับมาที่ราศีมังกรในวันที่ ๓๐ กรกฎาคมนี้ โดยเมื่อมีประธานฝ่ายศุภเคราะห์มาส่งแสงถึง ผลร้ายต่างๆก็จะสามารถบรรเทาไปได้มาก แต่อย่างไรก็ตาม เราท่านก็จะต้องไม่ลืมพุทธพจน์หรือปัจฉิมโอวาทอันที่จะไม่ตั่งอยู่ในความประมาท ไม่ว่าจะเชื่อเรื่องดวงหรือไม่เชื่อ ไม่ว่าจะถูกคราสหรือไม่ถูกก็ตาม เมื่อไม่ตั่งอยู่ใรความประมาทแล้ว สิ่งร้ายๆต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นก็น่าจะพอผ่านพ้นไปได้
อ้างอิง . แนวทางศึกษาโหราศาสตร์ อ.เทพย์ สาริกบุตร . ปฏิทินคราส ๒๕๐ ปี อ. ประจวบ วัชรปาณ
|