|
เทิดทูนในหลวงเรื่อง พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงงานแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมะ |
|
|
|
เก็บตกจาก Fw:Mail
|
|
เขียนโดย กองบรรณาธิการ
|
|
วันศุกร์ที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๕:๔๖ น. |
พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงงานแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมะ คือธรรมชาติแก้ปัญหาธรรมชาติ ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เผยเป้าหมายพระราชกรณียกิจไปไกลกว่าประโยชน์สุขประชาชน คือต้องการพระราชทานประชาธิปไตยที่แท้จริง แนะคนไทยดำเนินชีวิตพอเพียง ใช้สติปัญญานำหน้า
นักศึกษาหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐและเอกชน รุ่นที่ 2 จัดการอภิปรายเรื่อง “พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวถึงพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาว่า ปรัชญาการทรงงานและพระราชกรณียกิจของพระองค์จะใช้ธรรมะ คือ ธรรมชาติมาแก้ไขปัญหาธรรมชาติ เพราะทุกสิ่งถูกออกแบบมาให้มีกลไกการแก้ปัญหาในตัวเอง
และยังทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน ไม่ล้มเหลวหรือไม่สร้างปัญหาอื่นตามมา ยกตัวอย่างเช่น การแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียในบึงมักกะสัน ทรงแบ่งพื้นที่ให้มีส่วนที่น้ำสัมผัสอากาศ และใช้ผักตบชวาที่คนเห็นเป็นวัชพืชมาดูดซับโลหะหนัก จนน้ำเริ่มมีคุณภาพดีขึ้นมีสิ่งมีชีวิต มีปลามาอยู่อาศัย ชุมชนรอบบึงเก็บพืชผักไปจำหน่ายเลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งทรงเรียกวิธีนี้ว่า ให้อธรรมสู้กับอธรรม เป็นต้น
ดร.สุเมธ ยังระบุว่า เป้าหมายของพระราชกรณียกิจต่างๆ ตลอด 60 ปีที่ผ่านมาไม่ใช่แค่เพียงประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม หรือความร่ำรวยที่มาพร้อมความสุขแท้จริงของ
ประชาชนไทยเท่านั้น แต่พระองค์ทรงมุ่งหมายไปไกลมากกว่านั้น คือ ทรงเคยรับสั่งว่าสาเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินต้องเหนื่อยยากทำงานอย่างหนักจนทุกวันนี้ เพราะประชาชนยังยากจนอยู่ และเมื่อเขายากจนอยู่นั้น เขาจึงไม่มีอิสรภาพ เสรีภาพ แล้วเขาจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร
จุดหมายปลายทางของพระองค์ไปไกลยิ่งกว่านั้น คือประชาธิปไตย ที่เราทะเลาะกันอยู่ทุกวันนี้ ประชาธิปไตยคงไม่ต้องเขียนเป็นมาตราใดออกมา แต่คือการที่ประชาชนจะอยู่กันอย่างเป็นสุขและท้องอิ่มอย่างไร วันนั้นคือวันที่ประชาชนจะรู้จักคำว่าประชาธิปไตยจริง ๆ ผมฟังแล้วผมขนลุก ทรงมองอะไรไปไกลกว่าพวกเราเยอะ”
ดร.สุเมธ กล่าวและว่า คำ “ประโยชน์สุข” เป็นคำเหนือชั้นที่ไม่มีต่างชาติที่ใดสอน จะมีสอนก็แต่เพียงหากำไรสูงสุด แต่ไม่ได้สอนให้หาความสุขที่แท้จริง
ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งที่ทรงยึดถือเป็นหลักแก้ปัญหาประเทศมาช้านาน แต่เมื่อเกิดวิกฤติจึงทรงนำมาสรุปพระราชทาน ซึ่งหลักนี้ไม่ใช่ไม่ต้องการให้ร่ำรวย แต่ต้องร่ำรวยอย่างยั่งยืนด้วย
ไม่ใช่ยืนบนทุนนิยมที่จะล้มไปกับวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งโดยปกติแล้วจะเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกเมื่อเศรษฐกิจทุนนิยมโตสูงสุด ดังนั้น การดำรงชีวิตจะต้องไม่ให้กิเลสจากการยั่วยวนหรือโฆษณาชักนำ แต่ใช้สติและปัญญานำหน้า และพิจารณาหลักพอประมาณ มีเหตุผล กล้าหาญ สร้างภูมิคุ้มกัน และมีคุณธรรมจริยธรรม ด้าน นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี อภิปรายว่า
โครงการพระราชดำริกว่า 3,000 โครงการที่เฉลี่ยแล้วเท่ากับตลอด 60 ปีที่ผ่านมาทรงพระราชทานให้ประชาชนสัปดาห์ละ 1 โครงการ รวมกับพระราชกรณียกิจอีกมากมาย ทำให้ต้องศึกษาถึงวิธีการทรงงาน ซึ่งควรจะมองให้ลึกซึ้งผ่านพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาและที่สำคัญจะต้องนำมายึดปฏิบัติด้วย นอกจากนี้ ไม่เพียงสิ่งที่ทรงทำจะสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้คนจำนวนมากนำไปขยายผลทำประโยชน์ต่อชาติอีกนับไม่ถ้วน
|