84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านรู้สึกอย่างไรกับการใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จัดงานฉลองความสำเร็จแก้ปัญหาน้ำท่วม?
 
ป้ายโฆษณา
ธรรมบรรณาการ 6 พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
เก็บตกจาก Fw:Mail
เขียนโดย กองบรรณาธิการ   
วันพุธที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๙:๔๔ น.
|

ประวัติย่อ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี

          สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี  กำเนิดในรัชกาลที่ ๑ ณ บ้านไก่จัน  ต.ท่าหลวง  จ.พระนครศรีอยุธยา  เมื่อวันพฤหัสบดี  เดือน ๕ ขึ้น ๑๒ ค่ำ  ปีวอก  ตรงกับวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๓๓๑  โยมมารดาชื่อ งุด  เมื่อวัยเยาว์  โยมมารดาย้ายจากบ้านโยมยายที่ อ.ไชโย จ.อ่างทอง มาอยู่ ต.บางขุนพรหม  และมอบให้เป็นศิษย์วัดอินทรวิหาร  บางขุนพรหม  เพื่อเล่าเรียน  เมื่อครบอายุ ๑๒ ปีบริบูรณ์  ได้บรรพชาเป็นสามเณร  ที่วัดอินทรวิหาร  อายุครบ ๒๑ ปี  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้อุปสมบทเป็นนาคหลวง ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)  ได้ฉายาว่า “พรหมรังสี

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี  ได้รับสมณศักดิ์ดังนี้

  • พระธรรมกิตติ
  • พระเทพกวี
  • สมเด็จพระพุฒาจารย์

           ท่านถึงแก่มรณภาพในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๕ ) เมื่อวันเสาร์  เดือน ๘  แรม ๒  ค่ำ  ปีวอก  ตรงกับวันที่  ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๕  เวลา ๒๔.๐๐ น.  ณ  วัดอินทรวิหาร  บางขุนพรหม สิริมายุ  ๘๔  พรรษา ๖๔

สมเด็จฯ อยู่บนเรือ

          วันหนึ่งสมเด็จฯโต ท่านได้รับนิมนต์ไปฉันเพลที่บ้านของชาวสวนผู้หนึ่ง  ซึ่งต้องไปด้วยเรือสำปั้น  มีเด็กวัดพายหัวท้าย  ไปจนเข้าสู่คลองเล็ก  น้ำกำลังลด เรือเกิดติดเลน  พายต่อไม่ได้  เด็กวัดลงเข็นก็ยังคงติดอยู่  ท่านหยักจีวรขึ้นมาแล้วลงไปในเลนช่วยเข็นเรือ  ชาวบ้านเห็นเข้าก็ร้องบอกกันว่า

          “เร็วเข้าพวกเรา  ลงไปช่วยสมเด็จฯ ท่านเข็นเรือ” สมเด็จฯโต ยิ้มแล้วบอกชาวบ้านว่า

          “สมเด็จฯ ท่านอยู่ในเรือ  ฉันคือขรัวโต.....”  ท่านพูดแล้วชี้มือไปที่พัดยศที่ได้รับพระราชทานมา  ที่ปักอยู่ในเรือนั่นเอง สมณศักดิ์ท่านเป็นถึงสมเด็จพระพุฒาจารย์  แต่ท่านพอใจที่จะเป็นขรัวโตของใครต่อใครมากกว่า  ท่านมิได้เห่อเหิมในสมณศักดิ์นั่นเลย

หมาจ๋า  หลีกไปหน่อยจ้ะ

          สมเด็จฯโต ท่านมีความเมตตามาก แม้กระทั่งสัตว์  ท่านไม่ข้ามแม้กระทั่งหมาที่นอนขวางทางท่านอยู่  ท่านกลับพูดกับหมาว่า “ขอฉันไปทีเถอะจ้ะ  หลีกไปหน่อย”  เมื่อหมาไม่หลีก  ท่านยืนรอครู่หนึ่งแล้วเลี่ยงไปทางอื่นเสีย  เมื่อมีผู้สงสัยถามท่านว่าทำไมไม่ไล่หมานั้นไปเสีย  หรือข้ามไปก็ย่อมได้  ไม่เห็นเป็นไรเลย  ท่านตอบว่า....“ที่ฉันไม่ข้ามหมาก็เพราะว่า  ฉันไม่แน่ใจว่าจะเป็นพระโพธิสัตว์องค์ใดองค์หนึ่งมาเสวยพระชาติหรือไม่”

ไม่รบกวนหมา

         สมเด็จฯโต  ท่านมักครองจีวรเก่าคร่ำคร่า  แม้ในพระราชพิธีในพระบรมมหาราชวังรัชกาลที่ ๔  ทรงไม่สบายพระราชหฤทัย  จึงโปรดเกล้าฯพระราชทานไตรแพรอย่างดี    แด่พระสมเด็จฯโต พร้อมกำชับให้ท่านครองจีวรนี้ เวลาเข้ามาในพระราชพิธี  ปรากฏว่าท่านครองจีวรเดิมที่เก่าคร่ำคร่ามา แถมมาช้าจนต้องให้มหาดเล็กไปตามถึงวัดระฆังอีกด้วย หลังพิธีมหาดเล็กทูลถวาย รัชกาลที่ ๔ ว่า เมื่อไปถึงวัด พบสมเด็จฯโต ท่านนั่งอยู่ใกล้ประตูตรงกับไตรแพรพระราชทานที่ตั้งอยู่  แต่มีลูกสุนัขตัวหนึ่งขึ้นไปนอนหลับอยู่บนนั้น  ท่านรออยู่นาน  ลูกสุนัขก็ไม่ตื่น  ท่านจึงครองจีวรเก่า ๆ มาร่วมพิธี เพราะไม่อยากรบกวนลูกสุนัข

ให้เอาอย่างหมา

          พระอาจารย์เทศ แห่งวัดชนะสงคราม  มีเรื่องร้อนใจ  ขัดใจกับเจ้าอาวาส  จนเกิดความรุ่มร้อนแทบจะครองผ้าเหลืองอยู่ไม่ได้  ท่านเดินทางมาหาสมเด็จฯโต ที่วัดระฆัง ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

           เมื่อมาถึงก็เล่าเพียงสั้น ๆ ว่า  เวลานี้ร้อนใจเหลือเกิน  ขอโอวาทจากท่านเพื่อผ่อนคลายความร้อนจากหัวใจให้ลดน้อยและหมดสิ้นไป ท่านให้โอวาทว่า “ถ้าอยากสบายก็เอาอย่างหมาซิจ๊ะ”  เมื่อเห็นอาจารย์เทศนั่งนิ่งเพราะไม่เข้าใจ  ท่านก็อธิบายว่า  ธรรมดาเมื่อหมาสองตัวกัดกัน  ถ้าอีกตัวหนึ่งยอมแพ้นอนหงายให้ตัวชนะขึ้นคร่อมเห่าสักครู่  มันก็จะไม่กัดและเลิกรากันไปเอง

ขายหน้าเอาผ้ารอด


          ในหน้าน้ำหลากปีหนึ่ง รัชกาลที่ ๔ ทรงมีพระราชดำริให้บรรดาพระอารามหลวงต่าง ๆ ตกแต่งเรือให้สวยงามนำเข้าประกวดกัน เลียนแบบครั้งกรุงศรีอยุธยา ครั้นถึงวันประกวด ท่านเสด็จประทับอยู่ที่ตำหนักแพที่ท่าราชวรดิษฐ์  มีเรือตกแต่งสวยงามผ่านมาหลายลำ  แต่แล้วมีเรือของวัดหนึ่ง  เป็นเรือสำปั้นเก่า ๆ ไม่ได้ตกแต่ง  มีเณรพายอยู่ ๒ องค์  แถมตรงกลางลำเรือผูกลิงไว้ตัวหนึ่ง  มีป้ายปักไว้ชัดเจนตรงกลางลำเรือว่า “ขายหน้าเอาผ้ารอด”

          เมื่อรัชกาลที่ ๔ ทรงทราบว่าเป็นเรือของวัดระฆัง พระองค์ทรงนิ่งอึ้งแล้วตรัสว่า “เขาไม่เล่นกับเรา”  หลังจากปีนั้นมาก็ไม่มีการตกแต่งเรือประกวดจากพระอารามหลวงต่าง ๆ อีกเลย

          มีผู้สงสัยไต่ถามสมเด็จฯโต กันมากว่า เคยได้ยินแต่ “ขายผ้าเอาหน้ารอด” ไฉนท่านจึงใช้ “ขายหน้าเอาผ้ารอด”  ท่านอธิบายว่า  ปกติภิกษุตามวัดล้วนแต่ไม่มีทรัพย์สิน  มีเพียงจีวรและบาตรเท่านั้น  จะเอาเงินที่ไหนไปตกแต่งเรือ  ถ้าจะเอากันจริงก็ต้องขายผ้า(ไตร)เอาเงินมาแต่งเรือ เข้าทำนองขายผ้าเอาหน้ารอด  แต่ทว่า  วัดระฆังยอมขายหน้าเอาผ้ารอดไว้ก่อนดีกว่า  เพราะผ้าไตรเป็นของสำคัญสำหรับภิกษุทุกรูป

เศรษฐีหน้าใหญ่


          เป็นเรื่องของเศรษฐีชาวอัมพวา  จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งคนแจวเรือจ้าง     ผู้รู้เห็น  เล่าให้ชาวบ้านฟังความว่าเศรษฐีชาวอัมพวาผู้นี้  ได้ยินกิตติศัพท์ของสมเด็จฯโต  เกิดศรัทธา  จึงนิมนต์ท่านไปเทศน์มหาชาติที่บ้านของตน  ได้จัดเตรียมการพิธีใหญ่โตรอรับ  พร้อมเชิญชวนชาวบ้านมาร่วม  เพื่ออวดหน้าตาตน  สั่งงานการเสียงดังให้เป็นที่โดดเด่นให้คนรู้และจำว่าตนเป็นเจ้าภาพใหญ่  และหวังว่าจะได้ต้อนรับขบวนเรือของสมเด็จฯโต ที่คงมาแบบยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน เมื่อถึงเวลาสมเด็จฯโต ท่านก็มาแต่มาโดยเรือแจวรับจ้างลำเดียวเท่านั้น

          เศรษฐีรู้สึกเสียหน้ามาก  ความศรัทธาต่อองค์สมเด็จฯโต  ลดน้อยลงแทบไม่เหลือ  แต่ได้ต้อนรับท่านตามมารยาทเจ้าของบ้าน  แล้วเข้าไปหลบอยู่ในห้องแบ่งเอาเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์ออกเสีย  เหลือเพียงพอสมควรและไม่ออกมาฟังเทศน์ด้วย สมเด็จฯโต ท่านนั่งพักพอหายเหนื่อยจากการนั่งเรือมาไกลแล้ว  ก็ขึ้นธรรมมาสน์  เทศน์ทันที  แต่เศรษฐีหมดศรัทธาแล้ว นอนเอนหลังอยู่ในห้อง  สมเด็จฯโต  ท่านเทศน์ด้วยลีลาไม่เหมือนใคร  ไม่มีใครเทียมได้  จนเศรษฐีเกิดความศรัทธา  ออกมานั่งฟังข้างนอกต่อจนจบ  

           เศรษฐีได้นำเอาเครื่องกัณฑ์เทศน์ที่ยักไว้  ใส่กลับเข้าไปใหม่และถวายสมเด็จฯโต  เมื่อท่านรับประเคนแล้ว  ก็ได้บอกเศรษฐีว่า “ขอจงนำเอาเครื่องกัณฑ์เทศน์และปัจจัยที่ถวายแก่อาตมา  ไปแจกจ่ายให้แก่คนยากจนในเขตอัมพวาเถิด  อาตมาไม่ขอรับกลับไป” 

          ขณะที่เศรษฐีงงอยู่นั้น  สมเด็จฯโต ก็พูดต่อไปว่า

          “มนุษย์เราที่เกิดมาในชาติภพนี้  หากทำจิตใจของตัวเองให้สะอาดผ่องแผ้ว  ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว  รู้จักทำบุญและบริจาคทานแก่คนยากจนแล้ว  หากเกิดในชาติภพหน้า  ก็จักร่ำรวยยิ่ง ๆ ขึ้น  อาตมารู้ว่าท่านหามีความตระหนี่ถี่เหนียวไม่  เป็นผู้มีจิตใจอันเปี่ยมด้วยความเมตตา  แต่ทว่าท่านเป็นผู้ขาดศรัทธา  อันมีสาเหตุมาจากการลุ่มหลงในยศถาบรรดาศักดิ์....

          ....อันว่ายศถาบรรดาศักดิ์นั้น  เป็นสิ่งสมมุติขึ้น  ไม่มีแก่นสารอะไรที่แท้จริง  การทำบุญทำกุศลทั้งปวง  จงอย่าได้หวังยึดติดที่ตัวบุคคล  ถ้าจิตใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้วในการทำบุญแล้ว  กุศลนั้นย่อมใหญ่หลวงนัก  การที่อาตมาอุตสาห์เดินทางมาด้วยระยะทางอันไกล  มาเทศน์ที่นี่  มิได้มาเพื่อเครื่องกัณฑ์เทศน์และเงินทองแต่อย่างใด  แต่อาตมาต้องการฉลองศรัทธาของท่าน  ที่ใคร่จักได้ฟังพระราชาคณะเทศน์ให้ฟังถึงบ้านท่านเอง  ฉะนั้นจงนำเครื่องกัณฑ์เทศน์ทั้งหลายนี้  แจกจ่ายแกผู้ยากจน  และหากมีสิ่งอันควรแก่สมณะแล้ว  ก็จงนำไปถวายภิกษุในละแวกนี้ด้วย


          สมเด็จฯโต ท่านให้โอวาทเสร็จแล้ว  ก็กล่าวอำลา  ลงเรือจ้างลำเดิมกลับวัด

เลิกทาส


          สมเด็จฯโต  ท่านได้สร้างพระพุทธไสยาสน์  ที่วัดสะตือ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา  เพื่อเป็นที่รำลึกถึงสถานที่เกิดของท่าน  สร้างหลวงพ่อโต  วัดไชโย อ.ไชโย           จ.อ่างทอง  เพื่อเป็นที่รำลึกถึงสมัยเมื่อท่านเริ่มนั่งได้ในเยาว์วัย  และได้สร้างพระพุทธรูปองค์ยืนที่วัดอินทรวิหาร  บางขุนพรหม  กรุงเทพฯ เพื่อรำลึกถึงเมื่อตอนยืนได้  พระพุทธไสยาสน์  หรือพระนอน  ที่วัดสะตือนั้น  สมเด็จฯโต ท่านเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการสร้างด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด  ท่านได้ขอแรงงานพวกทาสในการสร้าง  โดยเจ้านายของพวกทาสนั้นยินดีอนุญาต  เพราะเคารพเลื่อมใสท่านเป็นอย่างมากและได้มาขอช่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ  ใช้เวลาสร้างเพียงปีเศษก็สำเร็จ

          เมื่อสร้างพระนอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว  สมเด็จฯโต  ได้ขอให้ทาสทุกคนเป็นไทต่อตัวเอง  โดยการเจรจากับบรรดานายเงินเจ้าของทาสทั้งหลาย  ซึ่งทุกคนยินดีปล่อยทาสเชลยให้เป็นอิสระ  เพื่อเป็นการร่วมกุศลในการสร้างพระ   นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย

          สมเด็จฯโต  ท่านเลิกทาสเป็นครั้งแรกในเมืองไทย  เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๔  ณ บ้านไก่จัน  ต.ท่าหลวง  อ.ท่าเรือ  จ.พระนครศรีอยุธยา   หลังจากนั้นอีก ๓ ปีเศษ  รัชกาลที่ ๕  จึงทรงเจริญรอยตามสมเด็จฯโต  ในการประกาศพระราชบัญญัติเลิกทาสฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๗ 

          “บุญเราไม่เคยสร้าง  ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า”

          “จงจำไว้นะ...เมื่อยังไม่ถึงเวลา  เทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าก็ช่วยไม่ได้  ครั้นถึงเวลา ... ทั่วฟ้าจบดิน  ก็ต้านเจ้าไม่อยู่ ... จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน  เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย  จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า”

คำเทศนาของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี

 

ขอความสุข ความเจริญ มั่งคงใน กุศลธรรม
จงบังเกิดมีแด่ ญาติสัมมาปฏิบัติทุกท่านเทอญ
 
 
รายละเอียดเพิ่มเติม : คลิ๊กที่นี่
 
 
 
 

มา : Forward E-Mail

 




 




|

Comments
Add New Search
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๐:๐๘ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License