84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านรู้สึกอย่างไรกับการใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จัดงานฉลองความสำเร็จแก้ปัญหาน้ำท่วม?
 
ป้ายโฆษณา
ศีลจากพระโอษฐ์ พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 5
แย่ดีที่สุด 
บทความ - มาลิ้มรสพระธรรมกันเถิด
เขียนโดย ไพศาล พืชมงคล   
วันพุธที่ ๐๑ กรกฏาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๕:๑๖ น.


            1. ชาวพุทธทั้งปวงย่อมคุ้นเคยกับคำว่า “ศีล” และรู้จักศีลในชื่อว่าศีล 5 ศีล 8 หรือศีลอุโบสถ ศีล 10 หรือศีลที่สมาทานในการขอรับบรรพชาก่อนที่จะรับอุปสมบท และศีล 227 หรือศีลสำหรับพระภิกษุ แต่น้อยนักที่จักคุ้นเคยกับศีลที่ชื่อว่า จุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล 

            ความจริงแล้วศีล 5 ศีล 8 หรือศีล 10 ล้วนเป็นศีลที่จำแนกและกำหนดขึ้นเพื่อเป็นหลักหรือคู่มือในการปฏิบัติของชาวพุทธ เพื่อคุ้มครองกาย วาจา ใจ ให้มีความเป็นปกติเป็นเบื้องต้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและสังคมให้มีความเป็นปกติสุข ยังไม่ใช่ศีลแท้หรือศีลจริงที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง เพื่อให้เป็นเบื้องต้นแห่งการปฏิบัติธรรมหรือในการฝึกฝนอบรมจิตเพื่อเข้าถึงกระแสแห่งพระอริยเจ้า ส่วนศีล 227 นั้นความจริงคือพระวินัย หรือพระปาติโมกข์ ที่พระท่านแสดงในพระอุโบสถในวันขึ้น 15 ค่ำ หรือวันแรม 15 ค่ำ 

            พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ในปัจฉิมโอวาท แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “ธรรม” กับ “วินัย” ดังที่ปรากฏถ้อยคำว่าพระธรรมวินัยอันเราได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ซึ่งจำแนกได้เป็น 2 เรื่อง คือ พระธรรมนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ มีอยู่ตั้งแต่ก่อนตรัสรู้ เมื่อตรัสรู้แล้วจึงทรงนำมาแสดงแก่เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ดังนั้นจึงทรงใช้คำว่า “แสดง” ส่วนพระวินัยนั้นเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าบัญญัติขึ้น เพื่อให้พระสงฆ์สาวกทั้งหลายได้ประพฤติปฏิบัติเพื่อความเป็นปกติ เพื่อความเป็นสุขในสงฆ์ และเพื่อเป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธาเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่ศรัทธาหรือศรัทธาแล้วก็ตาม 

            ดังนั้นชาวพุทธจึงพึงเข้าใจความหมายของพระธรรมวินัยว่าเป็นสองสิ่ง สองเรื่อง คือพระธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ และพระผู้มีพระภาคเจ้าได้นำมาแสดงแก่เวไนยสัตว์ทั้งหลาย กับพระวินัยอีกอย่างหนึ่งซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติขึ้นหลังจากเกิดกรณีที่จะทำความเสื่อมให้เกิดขึ้นแก่หมู่สงฆ์ ดังที่ทรงบัญญัติปฐมปาราชิก คือพระวินัยบทว่าด้วยการเสพเมถุนย่อมขาดจากความเป็นบรรพชิต 

            2. ศีลกับพระวินัยต่างกันอย่างไร? คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่าศีลกับพระวินัยเหมือนกัน เป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งความจริงไม่ใช่อย่างนั้น 

            ศีลเป็นบาทฐานเบื้องต้นในการศึกษาปฏิบัติในพระพุทธศาสนา เป็นองค์หนึ่งของไตรสิกขาคือศีล สมาธิ ปัญญา ที่ต้องทำการศึกษาให้พร้อมด้วยองค์สาม คือปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ พระท่านได้แสดงอานิสงส์ของศีลไว้เป็น 3 ประการ คือ ศีลทำให้ไปดี คือไปสู่พระนิพพาน ซึ่งในบาลีใช้คำว่า สุคะติง ยันติ ศีลทำให้ได้มาซึ่งโภคทรัพย์ ซึ่งหมายถึงอริยทรัพย์ นั่นคือสามัญญผลที่พึงเกิดขึ้นตามธรรมดาธรรมชาติ เมื่อบรรลุโสดาปฏิมรรค ถึงซึ่งโสดาปฏิผลขึ้นไป และศีลทำให้ถึงซึ่งพระนิพพาน มีความสูงส่งยิ่งกว่าพระวินัย ที่มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองหมู่คณะให้เป็นปกติสุข แต่ศีลนั้นหากขาดทะลุหรือด่างหรือพร้อยแล้ว ก็เป็นอุปสรรคต่อการเจริญสมาธิและเป็นอุปสรรคขัดขวางในการเจริญปัญญาด้วย ดังนั้นในการศึกษาปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา จึงกล่าวถึงเรื่องศีลซึ่งเป็นคนละเรื่องกับพระวินัย 

            นั่นคือไม่ว่าใครไหนก็ตามที่มุ่งหวังมรรคผลต่าง ๆ ไม่ว่าในขั้นไหน ๆ และมีความพร้อมที่จะศึกษาปฏิบัติแล้ว จึงต้องเริ่มต้นที่ศีล เพราะศีลเป็นบาทฐานแห่งสมาธิและสมาธิก็เป็นรากฐานแห่งปัญญา เมื่อใดที่ถึงพร้อมด้วยศีลแล้ว เมื่อนั้นย่อมได้ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยพระวินัยด้วย 

            เพราะเมื่อบริบูรณ์ด้วยศีลก็เป็นอันมีความสมบูรณ์พร้อมในพระวินัยเช่นเดียวกัน ยกเว้นก็แต่พระวินัยในส่วนที่เป็นข้อปลีกย่อย ซึ่งเป็นเรื่องกฎเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติเพื่อความเหมาะสมแก่สมณะสารูป เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาเลื่อมใสและเพื่อป้องกันความแตกร้าวแตกสามัคคีในหมู่สงฆ์ พระวินัยในส่วนเหล่านี้จะว่าไม่สำคัญก็ไม่ได้ เพราะแม้ไม่มีผลต่อการศึกษาปฏิบัติในเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา แต่ก็มีผลต่อความสามัคคีร่มเย็นของหมู่สงฆ์ และความเจริญงอกงามของหมู่คณะอันเป็นพุทธบริษัท 

            เมื่อกล่าวโดยแง่นี้แล้วก็จะเห็นได้โดยชัดเจนว่า บทบัญญัติหรือข้อบัญญัติทางพระวินัยนั้นมีทั้งส่วนที่ซ้ำกับส่วนที่เป็นศีล และมีทั้งส่วนที่ปลีกย่อยอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่ศีลด้วย 

            3. ศีลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัส ทรงแสดงด้วยพระองค์เองคือศีลที่มีชื่อว่าจุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล ดังที่ปรากฏในสามัญญผลสูตรซึ่งจำแนกได้ดังต่อไปนี้ 

            3.1 จุลศีล หลังจากพระเจ้าอชาตศัตรูได้สนทนาสอบถามผลสามัญหรือสามัญญผลเป็นเบื้องต้นจากพระผู้มีพระภาคเจ้า และทรงแสดงเป็นเบื้องต้นแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูก็ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสามัญญผลหรือผลจากการศึกษาปฏิบัติในพระพุทธศาสนาที่ประณีตและที่สูงขึ้นไปกว่าที่ทรงแสดงมาก่อน 

            พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประกาศพระองค์เป็นเบื้องต้นว่า “ดูกรมหาบพิตร พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิงของพระองค์แล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง 

            คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่งย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้ว ได้ศรัทธาในพระตถาคต 

            เมื่อได้ศรัทธาแล้ว  ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบเป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ให้บริสุทธิ์ โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่มห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ 

            เมื่อออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว สำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีพบริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ 

            ดูกรมหาบพิตร อย่างไรภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล? 

            (1) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (2) เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (3) เธอละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (4) เธอละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอ ประการหนึ่ง 

            (5) เธอละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้นเพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน แต่กล่าวคำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (6) เธอละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รักจับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่ พอใจ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (7) เธอละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรคถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์โดยกาลอันควร แม้ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (8) เธอเว้นจากการพรากพืชคามและภูตคาม 

            (9) เธอฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล 

            (10) เธอเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรีและดูการเล่น อันเป็นข้าศึกแก่กุศล 

            (11) เธอเว้นขาดจากการทัดทรงประดับ และตบแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอมและเครื่องประทินผิว อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว 

            (12) เธอเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ 

            (13) เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน 

            (14) เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ 

            (15) เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ 

            (16) เธอเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี 

            (17) เธอเว้นขาดจากการรับทาสีและทาส 

            (18) เธอเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ 

            (19) เธอเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร 

            (20) เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา 

            (21) เธอเว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน 

            (22) เธอเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้ 

            (23) เธอเว้นขาดจากการซื้อการขาย 

            (24) เธอเว้นขาดจากการโกงด้วยตราชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด 

            (25) เธอเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลง 

            (26) เธอเว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และกรรโชก แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            3.2 มัชฌิมศีล 

            (1) ภิกษุเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการพรากพืชคามและภูตคาม เห็นปานนี้ คือ พืชเกิดแต่เง่า พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ผล พืชเกิดแต่ยอด พืชเกิดแต่เมล็ด เป็นที่ครบห้า แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (2) ภิกษุเว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เห็นปานนี้ คือ สะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมผ้า สะสมยาน สะสมที่นอน สะสมเครื่องประเทืองผิว สะสมของหอม สะสมอามิส แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (3) ภิกษุเว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคมมหรสพ มีการรำเป็นต้น การเล่านิยาย การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง ฉากภาพบ้านเมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาล การเล่นไม้สูง การเล่นหน้าศพ ชนช้าง ชนม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ รบนกกระทา รำกระบี่กระบอง มวยชก มวยปล้ำ การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพ กองทัพ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (4) ภิกษุเว้นขาดจากการขวนขวายเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเห็นปานนี้ คือ เล่นหมากรุกแถวละแปดตา แถวละสิบตา เล่นหมากเก็บ เล่นดวด เล่นหมากไหว เล่นโยนบ่วง เล่นไม้หึ่ง เล่นกำทาย เล่นสะกา เล่นเป่าใบไม้ เล่นไถน้อย ๆ เล่นหกคะเมน เล่นกังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถน้อย ๆ เล่นธนูน้อย ๆ เล่นเขียนทายกัน เล่นทายใจ เล่นเลียนคนพิการ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (5) ภิกษุเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่เห็นปานนี้ คือ เตียงมีเท้าเกินประมาณ เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย ผ้าโกเชาว์ขนยาว เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีสีหะและเสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะมีขนข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน 16 คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังสัตว์ชื่ออชินะอันมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (6) ภิกษุเว้นขาดจากการประกอบการประดับตกแต่งร่างกายอันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประกอบการประดับตบแต่งร่างกายอันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว เห็นปานนี้ คือ อบตัว ทาปาก ประดับข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้เท้า ใช้กลักยา ใช้ดาบ ใช้ขรรค์ ใช้ร่ม สวมรองเท้า ประดับวิจิตร ติดกรอบหน้า ปักปิ่น ใช้พัดวาลวิชนี นุ่มห่มผ้าขาว นุ่มห่มผ้ามีชาย แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (7) ภิกษุเว้นขาดจากการติรัจฉานกถา เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบติรัจฉานกถา เห็นปานนี้ คือ  พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้น ๆ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (8) ภิกษุเว้นขาดจากการกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกัน เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกันเห็นปานนี้ เช่น ว่าท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึง ท่านรู้จักทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้าปฏิบัติถูกถ้อยคำของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์ คำที่ควรจะกล่าวก่อน ท่านกลับกล่าวภายหลัง คำที่ควรจะกล่าวภายหลัง ท่านกลับกล่าวก่อน ข้อที่ท่านเคยช่ำชองมาผันแปรไปแล้ว ข้าพเจ้าจับผิดวาทะของท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย มิฉะนั้นจงแก้ไขเสีย ถ้าสามารถ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (9) ภิกษุเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้ เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประกอบทูตกรรมและการรับใช้เห็นปานนี้ คือ  รับเป็นทูตของพระราชา ราชมหาอำมาตย์ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี และกุมารว่า ท่านจงไปในที่นี้ ท่านจงไปในที่โน้น ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ไป ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ในที่โน้นมา ดังนี้ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (10) ภิกษุเว้นขาดจากการพูดหลอกลวง และการพูดเลียบเคียง เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังพูดหลอกลวง พูดเลียบเคียง พูดหว่านล้อม พูดและเล็ม แสวงหาลาภด้วยลาภ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            3.3 มหาศีล 

            (1) ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างสมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (2) ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว เลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะศาตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะ ทายลักษณะโค ทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่า ทายลักษณะมฤค แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (3) ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือดูฤกษ์ยาตราทัพว่า พระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก พระราชาภายในจักยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอกจักยกเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัย พระราชาภายนอกจักมีชัย พระราชาภายในจักปราชัย พระราชาองค์นี้จักมีชัย พระราชาองค์นี้จักปราชัย เพราะเหตุนี้ๆ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (4) ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า จักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินผิดทาง ดาวนักษัตรจักเดินถูกทาง ดาวนักษัตรจักเดินผิดทาง จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จัดมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักขึ้น ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักตก ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักมัวหมอง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีอุกกาบาตจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้นจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรตกจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรมัวหมองจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรกระจ่างมักมีผลเป็นอย่างนี้ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (5) ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือพยากรณ์ว่า จักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีภิกษาหาได้ง่าย จักมีภิกษาหาได้ยาก จักมีความเกษม จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความสำราญหาโรคมิได้ หรือนับคะแนนคำนวณ นับประมวลแต่งกาพย์ โลกายศาสตร์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (6) ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ให้ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็ง ร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรงเจ้า บวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            (7) ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 

            ดูกรมหาบพิตร ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหน ๆ เลย เพราะศีลสังวรนั้นเปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษก กำจัดราชศัตรูได้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหน ๆ เพราะราชศัตรูนั้น ดูกรมหาบพิตร ภิกษุก็ฉันนั้น สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหน ๆ เพราะศีลสังวรนั้น ภิกษุสมบูรณ์ด้วยอริยศีลขันธ์นี้ ย่อมได้เสวยสุข อันปราศจากโทษในภายใน ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล 

            4. ศีลสังวร 

            ศีลจากพระโอษฐ์คือจุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรับรองว่าภิกษุหรือผู้ที่สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่ประสบภัยใด ๆ และศีลดังกล่าวนี้ทรงเรียกว่า “อริยศีลขันธ์” คือศีลของพระอริยเจ้า หรือศีลสำหรับผู้ที่จะเข้าสู่กระแสแห่งพระอริยเจ้า มีอานิสงส์มาก คือ “ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษในภายใน” เป็นบาทฐานอันแข็งแรงของการเจริญสมาธิและปัญญาสืบไป ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงศีลที่จะมีอานิสงส์และเป็นบาทฐานใหญ่ของสมาธิและปัญญา จึงพึงเพ่งเอาที่จุลศีล มัช
ฌิมศีล และมหาศีลเป็นสำคัญ 

            ศีลแม้แสดงออกโดยกายและวาจา แต่ต้นศีลแท้นั้นอยู่ที่ใจ เนื่องจากใจเป็นประธาน ใจเป็นผู้สั่ง เป็นผู้บัญชาให้กาย วาจา ปฏิบัติตามที่จิตกำหนด ดังนั้นจิตใจจึงเป็นต้นศีล เป็นต้นกระแสธารของศีล และอาจกล่าวได้อีกว่าเป็นต้นกระแสธารของสมาธิและปัญญาด้วย การรักษาศีลจึงมุ่งอบรมศึกษาและรักษาที่จิตให้ครองศีล เมื่อศีลคุ้มครองจิตแล้วก็ส่งผลออกทางกาย วาจา ไม่ให้ละเมิดศีล 

            การละเมิดศีลก็เช่นเดียวกัน แม้แสดงออกโดยกาย วาจา แต่ต้นศีลย่อมอยู่ที่ใจ ใจเป็นผู้กำหนด เป็นผู้สั่ง เป็นผู้บัญชาให้กาย วาจา ปฏิบัติตามที่จิตใจกำหนด การละเมิดศีลไม่ว่าระดับใดและแบบใดล้วนใจละเมิดศีลก่อนทั้งสิ้น 

            จิตใจที่ครองศีลหรือศีลคุ้มครองจิตบริบูรณ์ดีแล้ว ย่อมได้ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมได้ชื่อว่ามีศีลสังวร คือมีความสังวรในศีล ดังที่ทรงตรัสว่า “ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหน ๆ เลย เพราะศีลสังวรนั้นเปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษก กำจัดศัตรูได้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหน ๆ เพราะราชศัตรูนั้น ดูกรมหาบพิตร ภิกษุก็ฉันนั้น สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหน ๆ เพราะศีลสังวรนั้น” 

            5. อานิสงส์ของศีล 

            แม้ว่าอานิสงส์ของศีลตามที่พระท่านได้แสดงเป็นการทั่วไปว่าศีลเป็นบ่อเกิดหรือทำให้ไปดี ศีลเป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์ ศีลเป็นบ่อเกิดแห่งนิพพาน ซึ่งครบถ้วน บริสุทธิ์ บริบูรณ์แล้วก็ตาม แต่ภายในอานิสงส์เหล่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยอริยศีลขันธ์นี้ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษในภายในด้วย 

            สุขอันปราศจากโทษในภายในนั้นมีอยู่ 4 ระดับ คือ สุขอันเนื่องจากปีติที่เกิดจากอามิส ซึ่งถือว่าเป็นสุขขั้นต่ำสุด เป็นสมมติสุขขั้นต่ำสุด สุขที่เนื่องจากปีติที่เกิดจากวิเวก ซึ่งเป็นสมมติสุขสูงขึ้นมาหน่อยหนึ่ง และยังอยู่ในระดับขั้นใกล้เคียงกับขั้นต่ำสุดอยู่ สุขที่เนื่องจากปีติที่เกิดจากสมาธิ ซึ่งถือว่าเป็นสุขขั้นกลาง มีสมาธิเป็นรากฐาน และสุขซึ่งเป็นบรมสุขคือภาวะที่ดับทุกข์สิ้นเชิงแล้วหรือนิพพาน ดังที่ทรงตรัสว่านิพพานคือความสุขอย่างยิ่งนั้น สุขทั้ง 4 ระดับนี้ในระดับขั้นต่ำทั้งสองขั้นยังถือว่าเป็นสุขที่ยังมีโทษในภายในอยู่ เพราะเมื่อใดก็ตามที่อามิสหรือความวิเวกสูญสลายไป เมื่อนั้นก็เกิดทุกข์เข้าแทนที่ สุขที่เนื่องจากอามิสและวิเวกจึงไม่จีรังยั่งยืน เป็นสุขที่ประกอบด้วยโทษในภายในอยู่ แม้สุขขั้นกลางที่เนื่องจากปีติอันเกิดจากสมาธิก็ยังไม่มั่นคง ยังไม่จีรังยั่งยืน ยังมีสภาพที่สมาธิอาจเสื่อมถอยและเมื่อสมาธิเสื่อมถอยเมื่อใด สุขนั้นก็จะคลายหายตามไปด้วย จึงยังเป็นสุขที่ประกอบด้วยโทษในภายในอยู่ แม้กระนั้นก็ย่อมถือได้ว่าสุขขั้นกลางนี้เป็นการลิ้มชิมรสสุขในกระแสแห่งพระอริยเจ้า หรือที่ท่านเจ้าคุณพุทธทาสท่านเรียกว่าเป็นการลิ้มชิมรสเบื้องต้นของพระนิพพาน ส่วนสุขขั้นสูงสุดคือสุขที่ถึงซึ่งภาวะดับทุกข์สิ้นเชิงคือนิพพาน เป็นภาวะที่ทุกข์ดับสิ้นเชิงแล้ว เหมือนหนึ่งตาลยอดด้วน ไม่หวนคืนกลับมาอีก เป็นบรมสุข 

            พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถึงสุขว่าเป็นอานิสงส์ของศีล คือไม่ว่าเป็นสุขขั้นไหน ๆ ก็เป็นอานิสงส์ของศีลแต่ละขั้น ๆ ไป หรืออีกนัยหนึ่งก็คือไม่ว่าปฏิบัติศีลได้ในขั้นไหน ๆ ก็ย่อมมีอานิสงส์เป็นสุขในขั้นนั้น ๆ กระทั่งเข้าถึงภาวะสุขสูงสุดที่ปราศจากโทษในภายในคือนิพพาน ดังนั้นศีลจึงมีอานิสงส์ขั้นสูงสุดคือพระนิพพานนั่นเอง 

            6. อินทรีย์สังวร 

            เมื่อศึกษาปฏิบัติในเรื่องของศีลคือศีลจากพระโอษฐ์จนมีความสมบูรณ์ด้วยศีลหรือมีศีลสังวรแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแนะการฝึกฝนอบรมหรือการศึกษาปฏิบัติในขั้นที่สูงกว่าขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือขั้นอินทรีย์สังวร หรือการสำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย 

            อินทรีย์ดังกล่าวนี้หมายถึงอวัยวะหรืออายตนะแห่งการรับรู้ของมนุษย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เพราะคนเรานั้นจะมีความรู้สึกนึกคิด มีปฏิกิริยาตอบโต้ในทางดี ทางร้าย แสดงออกซึ่งความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ว่าด้วยกาย วาจา ใจก็ดี ล้วนเป็นผลมาจากการปรุงแต่งของจิต และผลจากการปรุงแต่งของจิตนั้นย่อมมีต้นตอหรือที่มาจากการสัมผัสของอายตนะทั้งหก กับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสและโผฏฐัพพะ 

            ดังนั้นจึงทรงตรัสสอนให้คุ้มครองระวังอินทรีย์ทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ยิ่งขึ้น ประณีตขึ้นจากขั้นศีล นั่นคือตาเห็นรูปอย่างไรแล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่น คงสำรวมจักษุอินทรีย์นั้นไว้ เห็นถึงความเป็นไปตามธรรมดาธรรมชาติและความเป็นเช่นนั้นเอง ซึ่งจะส่งผลให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำไม่ได้ ดังนี้ชื่อว่าสำรวมจักษุอินทรีย์ หรือการสำรวมสังวรทางตา 

            แม้หู จมูก ลิ้น กาย และใจก็ดี เมื่อสัมผัสกับสิ่งใด ๆ แล้ว ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น สำรวมอินทรีย์เหล่านั้นไว้เห็นถึงความเป็นไปตามธรรมดาธรรมชาติและความเป็นเช่นนั้นเอง ก็จะเป็นผลให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำไม่ได้ 

            การสำรวมอย่างนี้เรียกว่าสำรวมในอินทรีย์หรืออินทรีย์สังวร ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ภิกษุประกอบด้วยอินทรีย์สังวรอันเป็นอริยะเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน” ดังนั้นเมื่อถึงขั้นอินทรีย์สังวร ภาวะสุขที่เกิดขึ้นหรือที่เป็นอานิสงส์ก็คือสุขตั้งแต่ขั้นกลางขึ้นไป จนกระทั่งถึงพระนิพพาน นั่นคือเมื่อใดก็ตามที่สมบูรณ์พร้อมด้วยอินทรีย์สังวรแล้ว ย่อมเข้าถึงกระแสแห่งธรรมที่เป็นอริยะ หรือเข้าถึงกระแสแห่งพระอริยเจ้า ที่ไม่ไกลจากพระนิพพานแล้วนั่นเอง 

            7. สติสัมปชัญญะ 

            เมื่อการศึกษาอบรมหรือการศึกษาปฏิบัติถึงขั้นอินทรีย์สังวรแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอนให้มุ่งเน้นในการครองสติสัมปชัญญะไม่เผอเรอ 

            ทรงตรัสว่า “ดูกรมหาบพิตร อย่างไรภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ? 

            ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ” 

            8. สันโดษ 

            ความสันโดษเป็นภาวะที่เอื้ออำนวยและเกื้อกูลต่อการศึกษาปฏิบัติ ไม่ถูกรบกวน ไม่ถูกขัดขวาง ทั้งจากภายนอกและจากภายใน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่าการศึกษาและปฏิบัตินั้นจะต้องประกอบด้วยสันโดษ ดังที่ทรงตรัสว่า “ดูกรมหาบพิตร อย่างไรภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ? 

            ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร เป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตรเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิศภาคใด ๆ ก็ถือไปได้เอง 

            ดูกรมหาบพิตร นกมีปีกจะบินไปทางทิศาภาคใด ๆ ก็มีแต่ปีกของตัวเป็นภาระบินไปฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ” 

            9. เริ่มต้นชำระจิต ละนิวรณ์ทั้งห้า 

            พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสต่อไปว่า “ภิกษุนั้นประกอบด้วยศีลขันธ์ อินทรีย์สังวร สติสัมปชัญญะ และสันโดษ อันเป็นอริยะเช่นนี้แล้วย่อมเสพเสนาสนะอันสงัดคือป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฎ ที่แจ้ง รอมฟาง ในกาลภายหลังภัต 

            เธอกลับจากบิณฑบาตรแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ (นั่งสมาธิ) ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า เธอละความเพ่งในโลก มีใจปราศจากความเพ่งอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความเพ่งเล็งได้ 

            ละความประทุษร้ายคือพยาบาท ไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือความพยาบาทได้ 

            ละถีนมิทธะแล้ว เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ 

            ละอุทธัจจะกุกกุจจะแล้ว เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ ณ ภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจะกุกกุจจะได้ 

            ละวิจิกิจฉาแล้ว เป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉา ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้” 

            พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่าเมื่อละนิวรณ์ทั้งห้าได้แล้ว จิตก็จะบริสุทธิ์ เข้าถึงความปราโมทย์ ความโสมนัส จิตมีความเป็นอิสระ มีภูมิสถานอันเกษม ซึ่งทรงเปรียบเทียบในเชิงอุปมาว่า “ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงกู้หนี้ไปประกอบการงาน การงานเขาจะพึงสำเร็จผล เขาจะพึงใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้น และมีทรัพย์ที่เป็นกำไรเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงบุตร ภรรยา เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรากู้หนี้ไปประกอบการงาน บัดนี้สำเร็จแล้ว ได้ใช้หนี้เดิมหมดแล้ว และที่เป็นกำไรยังมีเหลืออยู่ ดังนี้เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส ในความไม่มีหนี้นั้นเป็นเหตุฉันใด 

            หรือเปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นผู้มีอาพาธถึงความลำบาก เจ็บหนัก บริโภคอาหารไม่ได้ ไม่มีกำลังกาย สมัยต่อมาเขาหายจากอาพาธนั้น บริโภคอาหารได้ มีกำลังกาย เขาพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส เพราะความหายจากโรคนั้นเป็นเหตุฉันใด 

            หรือเปรียบเหมือนบุรุษที่ถูกจองจำในเรือนจำ ต่อมาพ้นจากโทษ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัสเพราะการพ้นโทษเป็นเหตุฉันใด 

            ดูกรมหาบพิตร ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์ห้าประการเหล่านี้ที่ยังละไม่ได้ในตน เหมือนหนี้ เหมือนโรค เหมือนเรือนจำ และเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ห้าประการที่ละได้แล้วในตน เหมือนความไม่มีหนี้ ความไม่มีโรค ความพ้นจากเรือนจำ เหมือนภูมิสถานอันเกษมฉันนั้นแล” 

            พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสถึงสภาวะที่ละนิวรณ์ได้แล้วว่า “เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ห้าเหล่านี้ที่ละได้แล้วในตนย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปีติ เมื่อมีปีติในใจ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น 

            เธอสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน” 

            10. ศีลจากพระโอษฐ์มีผลมาก มีอานิสงส์มาก และเป็นจุดตั้งต้นของการศึกษาปฏิบัติเพื่อถึงซึ่งฌาน วิชชา และวิมุต เป็นลำดับ ๆ ไป ซึ่งอาจมีข้อสงสัยว่าสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นบรรพชิตหรือไม่ได้บรรพชาอุปสมบท จะฝึกฝนอบรมจิตให้มีอินทรีย์สังวร มีสติสัมปชัญญะ มีความสันโดษ ละนิวรณ์ทั้งห้า และเข้าถึงฌานได้หรือไม่ ในประการนี้ทรงแสดงไว้ชัดเจนว่า ปุถุชนสามารถบรรลุหรือเข้าถึงฌานได้ แต่ในระดับขั้นสูงสุดก็ไม่เกินโสดาปฏิมรรค ซึ่งมีโสดาปฏิผลเป็นที่สุดเท่านั้น.
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

Comments
Add New Search
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License