- ธรรมนิติเปิดกิจการให้บริการด้านไอที
- ขอเชิญร่วมบริจาคภาพเพื่อลงในพระไตรปิฎก ในระบบ E-book ถวายไว้ในพระพุทธศาสนา
- ขอเชิญร่วมบริจาคสร้างพระไตรปิฎก ในระบบ E-book ฉลอง 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้
- ต้องการงานดี มีความมั่นคง ลองคลิกเข้าไปดูที่ www.jobdst.com
- ขอเชิญติดตามอ่านบทความเรื่อง "พยากรณ์สงกรานต์ 2555" ที่คอลัมน์บทความพิเศษได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
| พุทธทาสบูชา |
|
|
| บทความ - ประทีปธรรม | |||||||||
| วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๕:๒๖ น. | |||||||||
|
วันที่ 27 พฤษภาคม ปีนี้ เป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดของท่านเจ้าคุณพุทธทาสแห่งสวนโมกข์พลาราม และความจริงก็ควรจะต้องถือได้ด้วยว่าเป็นวันดับขันธ์ของท่านเจ้าคุณด้วย จึงเป็นโอกาสอันสมควรตามที่ได้รับปากกับใครก็ไม่รู้ที่ได้ขอร้องไว้ในเว็บไซต์ผู้จัดการว่าขอให้เขียนเรื่องเกี่ยวกับท่านเจ้าคุณพุทธทาสในโอกาสวันเกิดที่จะมาถึงในปีนี้ จึงได้ทำบทความนี้ถือเป็นการกระทำการบูชาต่อท่านเจ้าคุณพุทธทาส ซึ่งแม้ท่านจะดับขันธ์ไปนานแล้ว แต่ธรรมโฆษณ์ของท่านยังคงก้องกังวานอยู่ในหัวใจของพุทธศาสนิกชนอยู่จนกระทั่งถึงวันนี้ ท่านเจ้าคุณเกิดตรงกับวันที่ 27 พฤษภาคม และเมื่อครั้งที่ท่านเจ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ก็ได้มีการจัดงานล้อวันเกิดอยู่เสมอทุกปี หลังจากท่านเจ้าคุณดับขันธ์แล้วบรรดาศิษย์และผู้เลื่อมใสก็ยังคงจัดงานรำลึกและสนทนาธรรมกันอยู่ทุกปี ดังที่ท่านเจ้าคุณได้ตั้งความประสงค์ไว้ก่อนจะดับขันธ์ว่า ถึงแม้จะได้ล่วงลับไปแล้ว หากใครยังคิดถึงท่านก็ให้สนทนาธรรมกันฟังเหมือนอย่างเคย แต่วันดับขันธ์ของท่านนั้นยังเป็นปัญหาว่าจะเป็นวันที่ 27 พฤษภาคม หรือวันอื่นจากนั้น ท่านเจ้าคุณป่วยหนัก ครั้งหนึ่งมีอาการมาก ความดันสูง มีอาการหัวใจวาย เส้นเลือดหัวใจตีบ และน้ำท่วมปอด ครั้งนั้นคนไทยไม่รู้ข่าวก่อน แต่ข่าวคราวปรากฏขึ้นจากสื่อมวลชนในต่างประเทศ แล้วสื่อมวลชนในประเทศนำมาเปิดเผยเป็นข่าวคราวใหญ่โตว่าพระมหาเถระผู้ทรงอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ของไทยป่วยอาการหนัก ไม่มีใครดูแลเท่าที่จะควรเป็น ความทราบเบื้องพระยุคลบาท จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะแพทย์หลวงเดินทางลงไปดูแลรักษาพยาบาลท่านเจ้าคุณที่สุราษฎร์ธานี โดยได้อัญเชิญกระแสพระราชดำรัสสำคัญไปถึงท่านเจ้าคุณว่า “ขออาราธนาว่าอย่าเพิ่งดับขันธ์ ขอให้อยู่จรรโลงพระพุทธศาสนาก่อน” ซึ่งข่าวคราวเรื่องนี้สื่อมวลชนไทยได้นำมาเสนอให้รู้กันโดยทั่วไป พึงตั้งความสังเกตถ้อยคำที่ทรงใช้ที่ว่า “ขออาราธนาว่าอย่าเพิ่งดับขันธ์” นั้น คำว่า “ดับขันธ์” ไม่ใช่คำที่ใช้สำหรับปุถุชนหรือพระภิกษุทั่วไป แม้สมเด็จพระสังฆราชก็ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์เท่านั้น คำว่า “ดับขันธ์” เป็นคำเฉพาะที่ใช้สำหรับพระอริยเจ้าเท่านั้น เมื่อคณะแพทย์เดินทางไปถึงสุราษฎร์ธานี ท่านเจ้าคุณนอนป่วยหนักอยู่บนเตียง พอได้ทราบว่าคณะแพทย์อัญเชิญกระแสพระราชดำรัสมาถวาย ท่านเจ้าคุณได้ลุกนั่งในท่าสมาธิบนเตียง ครั้นรับกระแสพระราชดำรัสแล้วท่านเจ้าคุณอึ้งอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า อาตมารับอาราธนา แต่จะอยู่เท่าที่สังขารจะอำนวยได้เท่านั้น เพียงชั่วราตรีอาการป่วยของท่านเจ้าคุณก็ทุเลาลงเป็นที่อัศจรรย์ อาการน้ำท่วมปอด เส้นเลือดหัวใจตีบ และอาการหัวใจวายหายไป และหลังจากนั้นท่านเจ้าคุณก็ฟื้นคืนเป็นปกติ เหลืออยู่แต่ร่องรอยแห่งความชราตามประสาสังขารเท่านั้น ท่านเจ้าคุณได้ดำรงสังขารต่อมาอีกหลายปี จนกระทั่งถึงปลายปีของรุ่งปีที่ท่านเจ้าคุณจะดับขันธ์ ในวันหนึ่งหลังจากเทศนาโปรดญาติธรรมทั้งหลายแล้ว ท่านเจ้าคุณได้ปรารภว่าตามที่ได้รับอาราธนาของพระเจ้าอยู่หัวไว้นั้น บัดนี้ภารกิจทั้งหลายได้เสร็จสิ้นแล้ว และสังขารก็ชำรุดทรุดโทรมมาก จึงถึงเวลาที่จะละสังขารแล้ว สิ้นเสียงท่านเจ้าคุณ สายลมเย็นโชยวูบวาบเหน็บหนาวไปทั้งสวนโมกข์พลาราม บรรดาญาติธรรมพากันร่ำไห้ เพราะต่างก็รู้ดีว่าปรารภดังกล่าวของท่านเจ้าคุณนั้นเป็นการปลงอายุสังขารของตนเองที่ไม่อาจหวนคืนได้อีก หลังจากนั้นข่าวการปลงอายุสังขารของท่านเจ้าคุณก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว พุทธศาสนิกชนจากทั่วสารทิศทราบข่าวจากสื่อมวลชนและคำร่ำลือแล้วต่างพากันไปกราบไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างไม่ขาดสาย จนเวลาล่วงใกล้ถึงวันงานล้อวันเกิดในปีที่ดับขันธ์นั้น สื่อมวลชนก็ลงข่าวอีกว่าท่านเจ้าคุณมีสุขภาพอนามัยดีมาก มีใบหน้าเบิกบานผุดผ่อง และญาติธรรมได้เตรียมงานล้อวันเกิดเหมือนเคยทุกปีมา ผู้เขียนเห็นข่าวจากสื่อมวลชนดังนั้นก็รำลึกขึ้นได้ว่าท่านเจ้าคุณได้ปลงอายุสังขารแล้ว และวิสัยของการปลงอายุสังขารนั้นจะมีเวลาเหลือเพียงไม่เกินวันเกิดที่จะถึงเท่านั้น ดังเช่นกรณีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปลงอายุสังขารในวันเพ็ญเดือน 3 แห่งปีพุทธปรินิพพาน ครั้นถึงวันเพ็ญเดือน 6 ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน ดังนั้นผู้เขียนจึงได้เขียนบทความแสดงความแห่งมหาปรินิพพานสูตรเป็นอุทาหรณ์เทียบเคียง แล้ววินิจฉัยว่ากรณีของท่านเจ้าคุณนั้นถึงอย่างไรก็เห็นจะต้องดับขันธ์ไม่เกินวันล้อวันเกิดเป็นแน่ บทความดังกล่าวได้ลงตีพิมพ์ก่อนวันที่ 27 พฤษภาคม ปีนั้นราว ๆ 3 วัน ครั้นถึงวันงานล้อวันเกิด ก็ปรากฏว่าท่านเจ้าคุณมีอาการป่วยเป็นปัจจุบันโรค แต่ยังทรงสติดี ได้สั่งว่าป่วยครั้งนี้ไม่ต้องรักษา ไม่ต้องไปโรงพยาบาล หลังจากล้วงกุญแจจากสบงมอบให้กับพระอุปัฏฐากแล้วท่านเจ้าคุณก็หมดสติสมประดี บรรดาศิษยานุศิษย์ได้ล่วงคำสั่งท่านเจ้าคุณ นำส่งท่านเจ้าคุณไปยังโรงพยาบาล แต่อาการก็ไม่ฟื้น เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และวิญญาณขันธ์ เป็นอันหยุดระงับแล้ว คงเหลือแต่รูปขันธ์และสังขารขันธ์ที่ยังอยู่และถูกปรุงแต่งอยู่ด้วยอำนาจแห่งเครื่องมือทางการแพทย์สมัยใหม่ ไม่ว่าการกระตุ้นหัวใจ การช่วยหายใจ การให้อาหารทางน้ำเกลือเท่านั้น และในที่สุดก็ต้องนำร่างท่านเจ้าคุณคืนสู่สวนโมกข์ เพราะพอเอาเครื่องมือทั้งหลายออกทุกอย่างก็ยุติลง ปีหนึ่งพลตรี จำลอง ศรีเมือง ซึ่งอยู่ในงานวันล้อวันอายุและอยู่ในเหตุการณ์ด้วย มาหาเสียงเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถึงสำนักงานจึงถามความกันตรง ๆ ว่าท่านนายพลอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น จึงอยากจะทราบความจริงว่าท่านเจ้าคุณดับขันธ์ในวันไหนแน่ คือดับขันธ์ในวันที่ 27 พฤษภาคม หรือว่าวันที่ถอดเครื่องไม้เครื่องมือออก พลตรี จำลอง ศรีเมือง ได้ยินคำถามดังนั้นในห้วงเวลาของการอำลากลับ จึงหวนกลับมาสนทนากันต่อ และได้รับคำตอบว่าในฐานะที่เป็นพุทธมามกะคนหนึ่งและอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว เห็นว่าท่านเจ้าคุณดับขันธ์ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม นั้นแล้ว ที่ยังดำรงรูปขันธ์และสังขารขันธ์อยู่ก็เพราะอำนาจแห่งเครื่องมือทางการแพทย์เท่านั้น หากไม่มีเครื่องมือที่ว่านี้ขันธ์ห้าของท่านเจ้าคุณก็เป็นอันดับลงในวันนั้นแล้ว กรณีดังกล่าวนั้นได้แสดงให้เห็นว่าท่านเจ้าคุณได้บรรลุภูมิธรรมขั้นสูงในพระพุทธศาสนา ถึงขั้นที่สามารถกำหนดการดับขันธ์ได้ ซึ่งหมายถึงภูมิธรรมของท่านเจ้าคุณได้ก้าวไปถึงอย่างน้อยระดับโสดาบันเป็นแน่แท้ ในมหาปรินิพพานสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าเคยตรัสกับพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากว่า “ดูก่อนอานนท์ ผู้หนึ่งผู้ใดเจริญอิทธิบาทสี่ ทำให้มาก ทำให้เป็นประหนึ่งยาน ทำให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ตั้งไว้เนือง ๆ อบรมไว้ ปรารภด้วยดีโดยชอบแล้ว ผู้นั้นเมื่อปรารถนาก็พึงดำรงชีวิตอยู่ได้ตลอดกัปหรือเกินกว่ากัป” อิทธิบาทสี่โดยนัยแห่งพุทธดำรัสนี้หมายถึงอิทธิบาทสี่ในระดับขั้นสูง ไม่ใช่ระดับที่แค่ท่องจำเท่านั้น กล่าวง่าย ๆ ก็คือเป็นอิทธิบาทสี่ในระดับอริยะ และการเจริญอิทธิบาทสี่ระดับนี้โดยลักษณะนี้อิทธิบาทสี่นั้นก็จะเป็นวิหารธรรมขั้นสูงในระดับที่เรียกได้ว่าเป็นอริยวิหาร และเมื่อถึงภูมิธรรมขั้นนี้ไม่เพียงแต่จะสามารถปรารถนาความมีอายุถึงกัลป์หรือเกินกว่ากัลป์เท่านั้น หากสามารถกำหนดการดับขันธ์ดังที่ท่านเจ้าคุณเคยปรารภมาแต่ก่อนว่าสามารถกำหนดได้เหมือนกับการปิดสวิตซ์ไฟ ความจริงท่านเจ้าคุณนั้นเป็นพระมหาเถระที่ทรงอิทธิฤทธิ์ ดังที่ปรากฏว่าตั้งแต่เมื่อครั้งยังอยู่ในวัยหนุ่มและปลีกวิเวกปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าแห่งสวนโมกข์ แต่ละวันก็ได้บันทึกความรู้สึกและผลจากการปฏิบัติว่าเป็นอย่างไร เช่น มีความรู้สึกอย่างไร มีความกำหนัดหรือไม่ อย่างไร มีความง่วง ความว่าง ความสุข หรือปีติหรือไม่ อย่างไร ทุกวันหลังจากกลับจากบิณฑบาตรและฉันภัตแล้ว ท่านเจ้าคุณจะไปล้างบาตรในคลองซึ่งมีน้ำใส ข้าวที่เหลือจากการล้างบาตรเจ้าคุณจะกำไว้ในมือแล้วแบลงในน้ำ จะมีฝูงปลามากินข้าวก้นบาตรนั้น วันหนึ่งในขณะที่ล้างบาตรอยู่ที่ริมคลอง ท่านเจ้าคุณได้ทำจิตว่าวันนี้จะลองอำนาจและฤทธิ์อันเป็นผลจากการปฏิบัติ ท่านเจ้าคุณได้แบมือขึ้นเบื้องหน้าในอากาศ ก็ปรากฏมีฝูงปลาปรากฏขึ้น แต่ในทันใดนั้นท่านเจ้าคุณก็รำลึกว่านี่ไม่ใช่หนทางดับทุกข์ และเป็นสิ่งที่พระบรมศาสดาไม่ทรงสรรเสริญ หากพึงใจในอิทธิฤทธิ์เหล่านี้ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรมขั้นสูง เฉกเดียวกับการหลงอยู่กับความงดงามหรือสิ่งใดในข้างทางก็จะเป็นอุปสรรคต่อการไปถึงที่หมาย ดังนั้นท่านเจ้าคุณจึงตั้งจิตปฏิญาณว่าวันนี้ได้สัมผัสกับอำนาจและฤทธิ์แบบกระจุ๋มกระจิ๋ม ซึ่งประจักษ์สักขีพยานแห่งคำสอนของพระบรมศาสดาแล้ว นับแต่นี้ไปจะไม่กระทำแบบนี้อีก จะคงมุ่งหน้าตรงไปสู่ที่หมายปลายทางของการปฏิบัติธรรม นี่แสดงให้เห็นว่าท่านเจ้าคุณนั้นแม้ว่าในชั้นหลังจะไม่เคยแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ให้ปรากฏ แต่ก็ได้สัมผัส ได้ผ่านประจักษ์พยานจากการปฏิบัติด้วยตนเอง เป็นเอหิปัสสิโกอันบริบูรณ์แล้ว เป็นแต่ไม่ปรารถนาที่จะข้องแวะอีกต่อไปเท่านั้น หาใช่ว่าจะดีแต่พูดหรือดีแต่อบรมสั่งสอนโดยที่ตนเองทำไม่ได้ นับเป็นการดำเนินตามรอยแห่งพระอริยเจ้าที่ทรงแสดงไว้ว่าสอนคนอื่นอย่างไหน ต้องทำเองให้ได้อย่างนั้น เพราะสัมผัสกับประจักษ์พยานด้วยตนเองว่าคำสั่งสอนในพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นอกาลิโกไม่ขึ้นกับกาลเวลา เป็นความจริงที่รู้สัมผัสได้ด้วยตนเอง จึงมีความแน่วแน่ในการศึกษาปฏิบัติ ดังนั้นจึงได้ประกาศตนเป็นพุทธทาสคือผู้เป็นทาสในพระผู้มีพระภาคเจ้า นับเป็นปณิธานอันเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่ง ในประเภทปาฏิหาริย์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสรรเสริญอนุศาสนีปาฏิหาริย์ คือปาฏิหาริย์ในการสั่งสอนให้ผู้คนเข้าใจและเห็นธรรมมากที่สุด เพราะเป็นปาฏิหาริย์ที่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ และปาฏิหาริย์ประเภทนี้ก็มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในท่านเจ้าคุณ หลายสิบปีแห่งชีวิตพุทธสาวก ท่านเจ้าคุณได้แสดงอนุศาสนีปาฏิหาริย์ เทศนาสั่งสอนพุทธบริษัทในเรื่องยากลึกซึ้งมากหลาย ทั้งโดยอรรถะและพยัญชนะได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ มีความงดงามในเบื้องต้น ในท่ามกลาง ในที่สุด ตามรอยพระบาทแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ในวาระวันล้อวันเกิดของท่านเจ้าคุณที่จะมาถึงในปีนี้ จึงขอเชิญเพื่อนพุทธบริษัททั้งผองจงมาพร้อมกันนอบน้อมบูชาพระอริยเจ้าองค์นี้ น้อมรำลึกเข้ามาไว้ในใจเพื่อประพฤติและปฏิบัติให้เจริญในธรรมถ้วนหน้ากันเทอญ.
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."
|
|||||||||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๐:๓๘ น. |






