84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านรู้สึกอย่างไรกับการใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จัดงานฉลองความสำเร็จแก้ปัญหาน้ำท่วม?
 
ป้ายโฆษณา
ความเข้าใจเรื่องมาฆะฤกษ์ พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
บทความ - ประทีปธรรม
วันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๕:๕๕ น.
|

          

           ความสงสัยของพวกฝรั่งเป็นความสงสัยที่ทำให้เกิดการคิดค้นและทำให้เกิดความก้าวหน้าในวิทยาการด้านต่าง ๆ แต่ความสงสัยบางประเภทเป็นความสงสัยที่มีลักษณะยอมจำนน คือสงสัยแล้วไม่แก้ความสงสัยให้ตก จึงเกิดเป็นความลังเล ความสับสน จนทำอะไรไม่ได้

           ดังนั้นความสงสัยจึงพอนับได้ว่ายังเป็นผลดีอยู่บ้าง ดังตัวอย่างของฝรั่งที่แสดงมาแล้ว แต่ถ้าหากความสงสัยนั้นเป็นความสงสัยที่มีลักษณะยอมจำนน ไม่คิดค้นหรือกำจัดความสงสัยเสียให้สิ้นด้วยความรู้แจ้งแล้วก็จะเป็นโทษ เพราะจะต้องพกพาความสงสัยนั้นติดความคิด ติดตัวไปจนวันตาย

           คนที่คุ้นเคยพระไตรปิฎกคงจะได้เห็นความในตอนท้ายของพระสูตรหลายสูตรหลังจากที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ผู้ที่ฟังคำตรัสจะสรรเสริญว่าภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแจ่มแจ้งยิ่งนัก เหมือนหนึ่งทำของที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้น ซึ่งหมายถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อได้สดัปแล้วก็สามารถตัดความสงสัยให้สิ้นไปได้

           ความสงสัยหรือที่เรียกในบาลีว่าวิจิกิจฉานั้น เป็นนิวรณ์อย่างหนึ่งซึ่งเป็นเครื่องติดยึดไม่ให้เกิดความก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าในระดับปุถุชน หรือความก้าวหน้าในทางธรรม

           ถือเป็นอุปกิเลสคือกิเลสตัวน้อยๆ ไม่เหมือนกับกิเลสตัวใหญ่ คือโลภ โกรธ หลง เพราะความสงสัยนั้นไม่ใช่ความโลภหรือความโกรธ แต่ใกล้ชิดไปในทางความหลง แต่ก็ไม่ใช่ความหลงอยู่นั่นเอง เพราะยังสงสัยอยู่ไม่ถึงกับหลง

            อุปมาเหมือนคนหลงทางอยู่ในป่า จะหาทางออกไปยังหมู่บ้าน ตราบใดที่สงสัยว่าจะไปทางไหนจึงจะไปถึงหมู่บ้านได้ ตราบนั้นก็ไม่สามารถเดินให้ถูกทางได้ ต่อเมื่อสิ้นสงสัยคือรู้ความกระจ่างแล้วว่าจะไปทางไหน ตราบนั้นแหละจึงจะสามารถเดินไปถึงหมู่บ้านได้ อุปมาฉันใด ก็อุปไมยฉันนั้น
กิเลสตัวน้อย ๆ นี้เป็นเครื่องติดยึดไม่ให้คนเราบรรลุภูมิธรรมขั้นสูงไปได้ เป็นอุปสรรคขั้นต้นที่สกัดกั้นไม่ให้บรรลุปฐมฌาน ดังนั้นในการบำเพ็ญเพียรทางจิตหรือการเจริญสมาธิภาวนา จึงมีช่วงหรือขั้นหนึ่งที่จะต้องฝ่าให้ข้ามพ้นจากนิวรณ์ รวมทั้งวิจิกิจฉาคือความสงสัยให้ได้

            การกำจัดความสงสัยให้สิ้นก็คือการทำความรู้ให้แจ้งแก่ใจ หมดความสงสัยในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ หมดความสงสัยในอานิสงส์แห่งบุญ หมดความสงสัยในวิบากแห่งกรรม กระจ่างแจ้งว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน เมื่อใดที่ความสงสัยเหล่านี้สิ้นแล้ว เมื่อนั้นย่อมเป็นอันตั้งต้นที่จะก้าวเข้าสู่ปฐมฌาน

            ดังนั้นชาวพุทธอย่างเราท่านจึงควรทำความรู้ให้แจ้งว่าการที่พระจันทร์เพ็ญเสวยมาฆะฤกษ์ไม่ใช่เรื่องลึกลับ หรือปรากฏการณ์พิเศษพิสดาร ดังที่รู้สึกนึกคิดกันอยู่

            เพราะเหตุที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก และโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดังนั้นวิถีโคจรจึงต้องผ่านกลุ่มดาวทั้ง 27 กลุ่ม รวมทั้งกลุ่มดาวมาฆะด้วย    

            เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของดวงจันทร์ที่โคจรผ่านกลุ่มดาวมาฆะในช่วงเดือน 3 ทางจันทรคติ และในช่วงนี้ก็จะมีวันหนึ่งที่พระจันทร์เพ็ญในขณะที่โคจรผ่านกลุ่มดาวมาฆะ จึงเรียกโดยนิยมว่าพระจันทร์เสวยมาฆะฤกษ์

            ความจริงการที่พระจันทร์โคจรและเพ็ญเต็มดวงในขณะที่ผ่านกลุ่มดาวมาฆะนั้น ไม่อาจเรียกได้ว่าพระจันทร์เสวยมาฆะฤกษ์ เพราะกลุ่มดาวทั้ง 27 กลุ่ม รวมทั้งกลุ่มดาวมาฆะไม่ใช่ฤกษ์

            เพราะสิ่งที่เรียกว่าฤกษ์นั้นมีอยู่ 9 ฤกษ์ คือทลิทโทฤกษ์ (คนจน) มหัทธโนฤกษ์ (คนมีทรัพย์มาก) โจโรฤกษ์ (โจร) ภูมิปาโลฤกษ์ (ผู้ปกครองแผ่นดิน) เทษาตรีฤกษ์(หญิงงามเมือง) เทวีฤกษ์ (พระนางเจ้า) เพชฌฆาตฤกษ์ (ผู้ฆ่าคน) ราชาฤกษ์ (พระเจ้าแผ่นดิน) และสมโณฤกษ์ (สมณพราหมณ์)

            นอกจากดาวทั้ง 27 กลุ่มจะครองราศีโดยลำดับแล้ว ยังเกาะอยู่กับฤกษ์จำนวน 9 ฤกษ์ ฤกษ์ละ 3 กลุ่มดาว ซึ่งหมายความว่าจักรวาลอันแบ่งได้เป็น 12 ราศี ราศีละ 30 องศานั้น ในแต่ละราศีจะมีฤกษ์เต็ม 2 ฤกษ์ และยังมีอีกส่วนหนึ่งเกินไปคาบเกี่ยวอีกราศีหนึ่ง นี่คือที่มาของฤกษ์ขาด หรือที่เรียกว่าลูกพิษ ซึ่งในทางฤกษ์ผานาทีถือว่าเป็นสิ่งต้องห้ามการมงคล
กลุ่มดาวมาฆะเป็นกลุ่มดาวที่ 10 เกาะอยู่กับฤกษ์ทลิทโทหรือฤกษ์คนจน

            เพราะเหตุที่กลุ่มดาวทั้ง 27 กลุ่มเกาะอยู่กับฤกษ์ทั้ง 9  ดังนั้นเมื่อพวกโหรคำนวณปูมเวลาเกิดเป็นลัคนาแล้ว เพื่อเป็นสิ่งกำหนดหมายว่าลัคนาสถิตอยู่ ณ ฤกษ์ใด ก็จะระบุฤกษ์ที่ลัคนานั้นสถิตเกาะกุมอยู่ เช่น ลัคนาสถิตราศีมีน เสวยสมโนฤกษ์ เป็นต้น หรือแม้แต่การทำการสำคัญก็จะวางฤกษ์ให้สอดคล้องกับการนั้น
 

            ดังเช่นการแถลงนโยบายของรัฐบาลทักษิณ 1 หากโหรเป็นผู้รู้จริงก็จะต้องวางฤกษ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ คือให้ฤกษ์ที่เป็นภูมิปาโลฤกษ์ หรือทลิทโทฤกษ์ เพื่อรับใช้แผ่นดิน ทำนุบำรุงแผ่นดินให้เป็นสุข ไม่ใช่วางราชาฤกษ์เพื่อทำตัวเป็นพระราชา ดังนี้เป็นต้น

            ใครก็ไม่รู้เอาสิ่งที่ไม่รู้มาขยายผลให้ความไม่รู้นั้นแพร่หลายกลายเป็นว่าพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ สิ่งที่ถูกต้องก็คือในวันเพ็ญเดือน 3 นั้น เป็นช่วงที่พระจันทร์โคจรผ่านกลุ่มดาวมาฆะเท่านั้น.
    


    
    




|

Comments
Add New Search
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๒๒:๔๕ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License