84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านรู้สึกอย่างไรกับการใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จัดงานฉลองความสำเร็จแก้ปัญหาน้ำท่วม?
 
ป้ายโฆษณา
รายงานพิเศษ เรื่อง "เทศกาลมาฆบูชามาถึงอีกแล้ว" พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 
บทความ - ประทีปธรรม
วันศุกร์ที่ ๐๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เวลา ๑๑:๓๗ น.
|

     วันมาฆบูชาในปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันเพ็ญ เดือนสาม ถือว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงนำเสนอเรื่องนี้ในวันนี้เพื่อให้มีเวลาเพียงพอต่อเพื่อนชาวพุทธในการที่จะส่งการ์ดแสดงไมตรีต่อเพื่อนผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน

     ดีกว่าที่จะไปเออออห่อหมกหลงใหลไปตามกระแสด้วยการแจกการ์ดแห่งความรักเนื่องในเทศกาลวันวาเลนไทน์ ซึ่งจะมาถึงในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 

     เพราะความรักที่ยึดถือกันในวันวาเลนไทน์ในยุคนี้นั้นได้ผิดเพี้ยนไปจากความรักที่นักบุญวาเลนไทน์ได้ประพฤติปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างแก่ชาวโลกไปจนไกลโพ้น 

     กลายเป็นความรักที่หนุ่มสาวพากันจับมือกันเข้าโรงแรมม่านรูด จนกระทั่งถูกเรียกว่าเป็นวันเสียสาวหรือวันเปิดบริสุทธิ์ จนบรรดาพ่อแม่ญาติพี่น้องต้องพากันระมัดระวังบุตรหลานไม่ให้เสียผู้เสียคนในความยึดถืออันอัปยศนี้ 

     ดังนั้นวันวาเลนไทน์ในยุคนี้จึงไม่ใช่วันแห่งความรักบริสุทธิ์ที่มนุษย์พึงมีต่อมนุษย์เพื่อนร่วมโลกตามความหมายของนักบุญวาเลนไทน์ หากเป็นวันอันตรายที่ทุกคนต้องป้องกันลูกหลานของตนไม่ให้เป็นอันตรายจากการถูกพรากพรหมจรรย์ในวันนี้ 

     ในฐานะชาวพุทธ จึงควรตั้งสติยั้งคิดถึงความผิดถูกชั่วดี ความควรไม่ควร ทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวก็มีวันสำคัญของพระพุทธศาสนาที่หากน้อมใจรำลึกและประพฤติปฏิบัติตามแล้วก็จะเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันไม่ให้เป็นอันตรายจากพิษร้ายของวันวาเลนไทน์ยุคใหม่ 

     จึงควรพร้อมเพรียงกันน้อมจิตน้อมใจรำลึกถึงวันมาฆบูชากันตั้งแต่วันนี้ เพราะอย่างน้อยก็มีเวลาอีกร่วมสัปดาห์ที่จะได้อบรมจิตบำรุงใจให้มีความเป็นปกติสุข และคุ้มครองป้องกันชีวิตตนและลูกหลานให้มีความปลอดภัย 

     จะเป็นเพราะเหตุใดก็ไม่รู้ได้ มีการสอนตาม ๆ กันมาว่าวันมาฆบูชาเป็นวันจาตุรงคสันนิบาตคือเป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญ 4 อย่างเกิดขึ้น นั่นคือเป็นวันเพ็ญ เดือนสาม พระจันทร์เสวยมาฆะฤกษ์ เป็นวันที่พระอรหันต์ 1,250 รูปมาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมาย พระอรหันต์เหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ที่ได้รับอุปสมบทโดยตรงจากพระผู้มีพระภาคเจ้า และเป็นวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ 

     สอนกันมาอย่างนี้จึงทำให้เนื้อหาแท้ของวันมาฆบูชาเบี่ยงเบนคลาดเคลื่อนออกไปไกลจากเนื้อหาที่แท้จริงและความเป็นมาในพระพุทธศาสนา บางอย่างก็เป็นเรื่องไม่สำคัญ บางอย่างก็เป็นเรื่องสอนผิด ๆ บางอย่างก็เป็นเรื่องผิวเผิน สอนกระพี้ ทิ้งแก่น จึงทำให้วันมาฆบูชาซึ่งสำคัญมากๆ ด้อยค่าหมดราคาดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ 

     ที่คลาดเคลื่อนมาก ๆ มีอยู่ 2 ข้อ คือ 

     ข้อแรก วันเพ็ญ เดือนสาม และพระจันทร์เสวยมาฆะฤกษ์นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ไม่ใช่ความลี้ลับพิสดารอันใด แต่เป็นเหตุการณ์ธรรมดาธรรมชาติที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์และพระจันทร์โคจรรอบโลก ครั้นถึงเดือนสามตรงกับวันเพ็ญ 15 ค่ำ พระจันทร์จะโคจรตรงกับกลุ่มดาวกลุ่มหนึ่งที่มีชื่อว่ามาฆะ หรือดาวงอนไถ เป็นเหตุการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปี ไม่มีเหตุที่จะถือว่าสำคัญอันจะถือเป็นเรื่องหนึ่งในจาตุรงคสันนิบาต 

     ข้อสอง พระอรหันต์ 1,250 รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายนั้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะแท้จริงแล้วพระอรหันต์เหล่านั้นล้วนอยู่ที่วัดเวฬุวันพร้อมกันอยู่แล้ว ในจำนวนนี้ประกอบด้วยพระอรหันต์กลุ่มชฎิล 3 พี่น้อง 1,000 รูป กลุ่มปริพาชกของพระสารีบุตร 250 รูป จึงรวมเป็น 1,250 รูป ซึ่งพร้อมกันอยู่แล้ว ในจำนวนนี้พระสารีบุตรเป็นพระอรหันต์องค์ล่าสุด โดยบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปโปรดพระทีฆนัคขะที่ถ้ำสุกรขาตา แล้วตามเสด็จกลับมาวัดเวฬุวันเป็นเวลาค่ำ พระจันทร์กระจ่างฟ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ 

     ที่กล่าวอ้างว่าพระอรหันต์มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายนั้นจึงคลาดเคลื่อน และที่อ้างว่าเป็นความเคยชินของพระอรหันต์เหล่านั้นเพราะเคยเป็นพราหมณ์มาก่อนก็คลาดเคลื่อนอีก เพราะว่าพระอรหันต์เหล่านั้นไม่เคยเป็นพราหมณ์ แต่เป็นนักบวชจำพวกชฎิลและปริพาชก 

     และที่ยิ่งอ้างไกลออกไปว่าวันเพ็ญ เดือนสาม เป็นวันศิวาราตรีก็ผิดอีก วันนี้ไม่ใช่วันศิวาราตรีตามที่มั่วกันผิด ๆ แต่ประการใด 

     ความสำคัญของวันมาฆบูชาที่แท้จริงมีดังต่อไปนี้ 

     ประการแรก เป็นวันประชุมใหญ่ของพระอรหันต์ในโพธิกาลของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะมีประเพณีปกติที่จะจัดประชุมสงฆ์ครั้งใหญ่ในโพธิกาลของพระองค์ พระพุทธเจ้าบางพระองค์ทรงประชุมสงฆ์ครั้งใหญ่ 2 ครั้งก็มี แต่ในโพธิกาลของสมณโคดมพระพุทธเจ้านั้นทรงตรัสว่ามีการประชุมพระอรหันตสาวกครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวคือในวันเพ็ญ เดือนสามนี้เท่านั้น 

     ประการที่สอง เป็นวันวางหลักการอบรมสั่งสอนเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการ และอย่างชัดเจนครบถ้วนเป็นครั้งแรกหลังจากทรงตรัสรู้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากตรัสรู้ 9 เดือน 

     ก่อนหน้านี้พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้วางหลักเกณฑ์หรือขั้นตอนหรือระบบในการ อบรมสั่งสอนเผยแผ่พระพุทธศาสนาในลักษณะนี้มาก่อนเลย  

     ที่อาจเทียบเคียงได้ก็ในระยะแรกหลังตรัสรู้ ที่มีพระอรหันต์บังเกิดขึ้นครบ 60 รูป พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพุทธดำรัสสั่งให้แยกย้ายกันไปประกาศพรหมจรรย์ ด้วยคำตรัสว่าเธอทั้งหลายจงจาริกไปเพื่อประกาศพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ให้ครบถ้วนด้วยอรรถะและพยัญชนะ ให้งดงามในเบื้องต้น ในท่ามกลางและในที่สุด เพื่อประโยชน์ของคนหมู่มากในโลกนี้ 

     ประการที่สาม เป็นวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งโอวาทปาติโมกข์นี้ไม่ใช่การทำปาติโมกข์ของพระสงฆ์ตามพระวินัย ซึ่งเป็นการสวดทบทวนในเรื่องศีลที่พระตถาคตเจ้าทรงบัญญัติไว้ในทุกกึ่งเดือน แต่โอวาทปาติโมกข์นี้คือระบบคำสอนที่พระสงฆ์สาวกทั้งหลายจะต้องนำไปใช้ในการฝึกฝนอบรมตน ในการครองตน และในการอบรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีประเพณีที่จะต้องแสดงโอวาทปาติโมกข์เป็นอย่างเดียวกันนี้  

     โอวาทปาติโมกข์ที่ทรงแสดงมีใจความว่า 

              “ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง 
     พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่านิพพานเป็นบรมธรรม 
     ทำร้ายผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต 
     เบียดเบียนผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ 

              การไม่ทำบาปทั้งปวง 
     การทำกุศลให้ถึงพร้อม 
     การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว 
     นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 

              การไม่กล่าวร้ายผู้อื่น 
     การไม่เบียดเบียนผู้อื่น 
     ความสำรวมในปาติโมกข์ 
     ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร 
     การอยู่ในเสนาสนะที่สงัด 
     การประกอบความเพียรในอธิจิต 
     นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย” 

     เนื้อหาของโอวาทปาติโมกข์ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงตรัสดังกล่าวอาจจำแนกได้เป็น 3 เรื่อง 

     เรื่องแรก คือเป้าหมายของการประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยของพระตถาคตเจ้านั้นคือนิพพาน ได้แก่ความดับทุกข์สิ้นเชิง ไม่ใช่เรื่องการแสวงลาภ แสวงยศ หรือการฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยด้วยประการใด ๆ 

     เรื่องที่สอง คือขั้นตอนในการอบรมสั่งสอนเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยทั่วไปให้อบรมสั่งสอนเป็น 3 ขั้นตอนหรือ 3 กระบวนการ ตั้งแต่หยาบสุดไปสู่ประณีตสุด ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนบรรลุบรมธรรมคือนิพพาน ได้แก่การสอนให้ไม่ทำความชั่วทั้งปวง การสอนให้ทำความดีให้ถึงพร้อม และการฝึกฝนอบรมจิตให้ผ่องแผ้ว ถึงซึ่งความเกษม ปราศจากฝุ่นแม้ธุลี 

     เรื่องที่สาม คือการครองตนหรือปฏิบัติตน ได้แก่การฝึกฝนอบรมจิตจนบรรลุมรรคผลนิพพาน ทำให้การครองตนในลักษณะนั้นเป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธาของมหาชน ซึ่งจะเกื้อกูลประโยชน์ในการอบรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา 

     ดังนั้นในโอกาสที่วันมาฆบูชาจะมาถึงในปีนี้ จึงควรที่เพื่อนชาวพุทธทั้งหลายจะได้ทำความเข้าใจในเนื้อหาแท้จริงของวันมาฆบูชา โดยเฉพาะเป้าหมาย การอบรมสั่งสอนหรือการปฏิบัติตน ตลอดจนการครองตนเพื่อให้ได้รับผลแห่งการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้สมกับความเป็นชาวพุทธนั่นแล.



|

Comments
Add New Search
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เวลา ๐๙:๔๕ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License