84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านรู้สึกอย่างไรกับการใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จัดงานฉลองความสำเร็จแก้ปัญหาน้ำท่วม?
 
ป้ายโฆษณา
คำนำในการจัดพิมพ์หนังสือ "วิมุตตะมิติ มหัศจรรย์แห่งโลกภายใน" พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 11
แย่ดีที่สุด 
บทความ - วิมุตตะมิติ - มหัศจรรย์แห่งโลกภายใน
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันพุธที่ ๐๗ มกราคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๗:๒๓ น.
|


            หนังสือเรื่อง “วิมุตตะมิติ มหัศจรรย์แห่งโลกภายใน” เล่มนี้เดิมได้เขียนและลงตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน โดยได้ลงตีพิมพ์ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 เป็นเนื้อความทั้งสิ้นรวม 80 ตอน ซึ่งเท่ากับจำนวนพระชนมายุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยได้เผยแพร่ในเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ควบคู่กันไปด้วย 

            ในระหว่างที่ลงตีพิมพ์และเผยแพร่ทางเว็บไซต์นั้นได้มีท่านผู้สนใจสอบถามและเสนอแนะให้มีการรวบรวมจัดพิมพ์เป็นเล่มตลอดมา และเห็นว่าการรวบรวมพิมพ์เป็นเล่มจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าและเป็นแนวทางปฏิบัติในการฝึกฝนอบรมจิตแก่ท่านผู้สนใจ 

            ในระหว่างนั้นได้จัดส่งสำเนาต้นฉบับให้กับ ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งมีความสนใจศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการฝึกฝนอบรมจิตตามแนวทางที่มีมาในพระพุทธศาสนาและได้รับความสนใจตลอดมา พร้อมทั้งมีปรารภว่าสมควรจะได้รวบรวมจัดพิมพ์เป็นเล่มเช่นเดียวกัน 

            ต่อมา ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ปรารภว่าในปี 2549 นี้เป็นปีมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในฐานะที่เป็นสมาชิกเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีอันเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยอย่างสูง และในฐานะที่เป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ในบ้านเมืองตลอดมา จึงประสงค์ที่จะทำการกุศลสนองพระเดชพระคุณเพื่อถวายความจงรักภักดี และการนั้นควรมีความจีรังยั่งยืนและมีอานิสงส์มาก จึงเห็นสมควรให้จัดพิมพ์หนังสือ “วิมุตตะมิติ มหัศจรรย์แห่งโลกภายใน” นี้เพื่อน้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลในมหามงคลสมัยดังกล่าว โดยหวังอานิสงส์แห่งการเผยแผ่สืบทอดพระพุทธศาสนาได้ดลบันดาลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมายุตลอดกัปหรือ 120 ปี หรือเกินกว่ากัป 

            เมื่อเห็นชอบพร้อมกันตามปรารภนั้นแล้ว ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ จึงดำริอีกว่าเพื่อให้หนังสือนี้มีความสมบูรณ์และได้รับความเชื่อถือจากท่านผู้สนใจทั้งปวง สมควรที่จะได้ผ่านการพิจารณาในชั้นที่สุดด้วย ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ จึงได้มีหนังสือกราบทูลสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อทรงทราบปรารภดังกล่าว และขอได้ทรงอนุโมทนา โดยได้มอบต้นฉบับหนังสือ “วิมุตตะมิติ มหัศจรรย์แห่งโลกภายใน” นี้ถวายไปพร้อมกันด้วย 

            สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดให้ผู้อุปัฏฐากอ่านหนังสือ “วิมุตตะมิติ มหัศจรรย์แห่งโลกภายใน” ถวายเป็นลำดับมาตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นที่พอพระทัย จนกระทั่งในที่สุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2549 ก็ทรงอนุโมทนาและประทานพระวรธรรมคติ และทรงประทานภาพที่พระองค์กำลังถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังที่ได้เชิญมาลงพิมพ์ไว้ข้างหน้าหนังสือนี้แล้ว 

            หลังจากนั้น ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้มีหนังสือถึงท่านราชเลขาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เพื่อทรงอนุโมทนาในกุศลกรรมครั้งนี้ และได้กราบบังคมทูลขอรับพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์และขอพระบรมราชานุญาตเชิญตราสัญลักษณ์งานพระราชพิธีฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มาลงพิมพ์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่การจัดพิมพ์หนังสือครั้งนี้ด้วย 

            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบความแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ตามขอ และสำนักราชเลขาธิการก็ได้อนุญาตให้เชิญตราสัญลักษณ์งานพระราชพิธีฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ลงพิมพ์ได้ตามขอด้วย ดังที่ได้เชิญมาลงพิมพ์ในหนังสือนี้แล้ว 

            อันการร้อยเรียงคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีมาในพระพุทธศาสนานั้นมีมาโดยพระไตรปิฎกเป็นหลัก เป็นการร้อยเรียงตามแนวทางที่พระสารีบุตรได้วางแบบอย่างไว้ ตั้งแต่ครั้งที่พระบรมศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ คือร้อยเรียงเป็นปิฎกหลักคือพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม แต่ละปิฎกก็ได้ร้อยเรียงตามลำดับมากและน้อย ซึ่งถือเป็นคัมภีร์หลักของคำสอนในพระพุทธศาสนา และต่อมาก็ได้มีพระอรรถกถาจารย์ได้อรรถาธิบายความหมายของคำสอนแต่ละปิฎก แล้วผนวกรวมกันเป็นคัมภีร์พระไตรปิฎก รวม 45 เล่ม ซึ่งได้ใช้เป็นหลักในการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในกาลต่อมา 

            หลังจากมีการทำสังคายนาพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและร้อยเรียงเป็นพระไตรปิฎกแล้ว ต่อมาก็มีการร้อยเรียงพระธรรมคำสอนโดยนัยยะแห่งพระไตรปิฎกนั้นเป็นอีกมิติหนึ่ง คือมิติแห่งศีล สมาธิ ปัญญา โดยมีคัมภีร์หลักคือคัมภีร์วิมุตติมรรคและคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นการอรรถาธิบายในทางปริยัติโดยพิสดารในเรื่องของศีล สมาธิ และปัญญา 

            ประเทศไทยได้รับคัมภีร์วิสุทธิมรรคเข้ามาก่อนและได้ใช้เป็นหลักในการเรียนการสอนพระพุทธศาสนา ต่อมาในห้วงเวลากึ่งพุทธกาลก็ได้รับคัมภีร์วิมุตติมรรคเข้ามาอีกคัมภีร์หนึ่ง ซึ่งได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เพียงแต่ไม่ได้รับการยอมรับให้ถือเป็นคู่มือการเรียนการสอนเหมือนกับคัมภีร์วิสุทธิมรรคเท่านั้น 

            ทั้งคีมภีร์วิสุทธิมรรคและคัมภีร์วิมุตติมรรคก็คือการอรรถาธิบายพระไตรปิฎก แต่เป็นการอรรถาธิบายขยายความในเชิงปริยัติเป็นหมวดศีล สมาธิ ปัญญา และขยายความหมายในเชิงนิรุกติ์หรือความหมายในทางภาษาอย่างลึกซึ้งกว้างขวาง 

            แต่ทว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของพระพุทธศาสนานั้นย่อมเป็นดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในหลายที่หลายแห่งว่าเพื่อรู้แจ้งในเรื่องทุกข์ และความดับทุกข์ แต่วิธีการศึกษาหรือฝึกฝนอบรมเพื่อรู้แจ้งในเรื่องทุกข์และความดับทุกข์นั้นแม้มีคำอธิบายหรือคำสอนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เป็นการอรรถาธิบายหรือสอนเป็นเรื่อง ๆ เป็นตอน ๆ หาได้เป็นกระบวนหรือเป็นระบบของการศึกษาหรือการฝึกอบรมที่จะมีผลทำให้ปุถุชนได้บรรลุถึงภาวะสูงสุดที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนคือความเป็นพระอรหันต์ไม่ 

            ดังนั้นเพื่อแก้ข้อสงสัยและเพื่อเป็นแนวทางแห่งความรู้ความเข้าใจในการฝึกฝนอบรมจิตของพี่น้องชาวพุทธ ตลอดจนเพื่อนเวไนยสัตว์ทั้งปวงว่าวิธีการฝึกฝนอบรมหรือนัยหนึ่งก็คือการศึกษาและปฏิบัติที่จะทำให้ปุถุชนเราสามารถบรรลุถึงความหลุดพ้นคือนิพพานนั้นพระบรมศาสดาได้ตรัสสอนและวางแนวการปฏิบัติไว้อย่างไร จึงสมควรที่จะได้มีการอธิบายในเรื่องนี้ให้เป็นระบบ เป็นกระบวน จึงเป็นต้นแห่งความคิดที่จะเขียนหนังสือ “วิมุตตะมิติ มหัศจรรย์แห่งโลกภายใน” นี้ 

            แต่คำนึงแล้วก็เห็นว่าเรื่องการฝึกฝนอบรมจิตตั้งแต่ภาวะที่ยังเป็นปุถุชนไปจนถึงภาวะที่บรรลุถึงความหลุดพ้นนั้นเป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องละเอียดประณีต และยากต่อความเข้าใจ ดังนั้นจึงได้เริ่มต้นการเขียนเรื่องนี้ด้วยความที่ใกล้ตัว เข้าใจจากสิ่งที่ใกล้ตัวได้ง่าย ๆ ก่อน และลึกลงไป ๆ โดยลำดับ 

            วิถีแห่งความหลุดพ้นจากความเป็นปุถุชนสู่ภาวะดับทุกข์สิ้นเชิงนั้นมีอยู่สามหนทาง คือ 

            หนึ่ง การบรรลุถึงความหลุดพ้นอย่างแวบวาบแปลบปลาบดุจดังสายฟ้าแลบหรือที่เรียกว่าวชิรวิถี ซึ่งมีตัวอย่างมากหลายตั้งแต่ครั้งโพธิกาล และยังเป็นที่นิยมฝึกฝนปฏิบัติอยู่ในธิเบตปัจจุบัน ดังที่มีคำเรียกการฝึกฝนปฏิบัติเช่นนั้นว่าเป็นนิกายวชิรยาน หรือที่พัฒนาไปเป็นนิกายเซนในจีนและญี่ปุ่น เป็นต้น 

            สอง การบรรลุถึงความหลุดพ้นโดยอาศัยการอบรมปัญญาเป็นหลักหรือที่เรียกว่าปัญญาวิมุต มีลำดับขั้นตอนการฝึกฝนอบรมปัญญาเป็นหลักตามที่มีมาในอานาปานสติสูตร เป็นต้น และ 

            สาม การบรรลุถึงความหลุดพ้นโดยอาศัยการอบรมกำลังจิตเป็นหลักหรือที่เรียกว่าเจโตวิมุต มีลำดับขั้นตอนการฝึกฝนอบรมพื้นฐานมากหลายวิธี บ้างก็ว่า 36 วิธี บ้างก็ว่า 38 วิธี บ้างก็ว่า 40 วิธี ตามที่มีมาในมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นต้น 

            ในการฝึกฝนอบรมจิตนั้นยังมีอานิสงส์ธรรมดาเกิดขึ้นคือความสามารถในการทำอิทธิปาฏิหาริย์ จึงได้ผนวกเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งด้วยเพื่อความสมบูรณ์ 

            จึงได้ตั้งเค้าโครงการเขียนเป็นสามภาค คือ 

            ภาคหนึ่ง เป็นเรื่องปัญญาวิมุตหรือการหลุดพ้นทุกข์สิ้นเชิงได้ด้วยวิถีทางแห่งปัญญา โดยอาศัยหลักธรรมคำสอนในอานาปานสติสูตร สติปัฏฐานสูตร กายคตาสติสูตร อาทิตตะปริยายสูตร อนัตตลักขณสูตร โพชฌงค์สูตร ปฏิจสมุปบาท และธัมมจักกัปปวัตนสูตร ซึ่งเป็นแบบวิธีมาตรฐานที่คนธรรมดาสามัญทั่วไปมีอัชฌาสัยที่จะศึกษาปฏิบัติและได้รับผลตามที่ทรงแสดงไว้ได้ และเป็นวิธีที่ทรงสรรเสริญและทรงแสดงอานิสงส์ไว้มากที่สุด ดังที่ทรงยืนยันว่าพระพุทธองค์มีปกติสถิตอยู่ในอานาปานสติวิหาร 

            ภาคสอง เป็นเรื่องเจโตวิมุตหรือการหลุดพ้นทุกข์สิ้นเชิงได้ด้วยวิถีทางแห่งกำลังอำนาจของจิต โดยแสดงถึงแม่บทแม่แบบวิธีที่ทรงบัญญัติไว้ 36 วิธี ได้แก่ กสิณ 10 วิธี อสุภ 10 วิธี อนุสติ 10 วิธี อัปมัญญา 4 วิธี จตุธาตุววัฏฐาน 1 วิธี อาหาเรปฏิกูล 1 วิธี แบบวิธีนี้บางสำนักก็จำแนกออกเป็น 38 วิธีถึง 40 วิธี แต่ก็รวมลงใน 36 วิธีนั่นเอง แต่จะแสดงในส่วนที่เป็นต่างหากหรือที่ไม่ซ้ำกับแบบมาตรฐานในภาคหนึ่งเท่านั้น การศึกษาปฏิบัติในแบบนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นแบบพิสดาร ตามความเหมาะสมของอัชฌาสัยของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน โดยจะแสดงแต่ละวิธีไว้เพื่อเป็นทางศึกษาปฏิบัติเฉพาะของแต่ละวิธีไปจนถึงจุดที่ร่วมกันของทุกวิธีคือการได้อุคหนิมิต เมื่อทุกวิธีจบลงที่อุคหนิมิตแล้วลำดับแต่นั้นไปก็จะแสดงรายละเอียดของอุคหนิมิตอีกครั้งหนึ่งเป็นลำดับขั้นไปจนเกิดเป็นปฏิภาคนิมิต รูปฌาน 4  อรูปฌาน 4 และสัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งถือเป็นญานขั้นสูงสุด และเป็นฌานสมาบัติขั้นสูงสุดจนถึงอกุปปาเจโตวิมุต เมื่อมาถึงจุดนี้ปัญญาก็ย่อมเจริญตามขึ้นมา สามารถกำจัดอวิชชาและกิเลสาสวะให้ดับไปอย่างสิ้นเชิงได้ ความหลุดพ้นของจิตในขั้นนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่าอกุปปาเจโตวิมุต ซึ่งเห็นได้ชัดว่าแม้กำลังอำนาจของ จิตจะได้รับการฝึกฝนอบรมจนถึงขั้นสูงสุดแล้ว และเรียกการฝึกอบรมแบบนี้ว่าเจโตวิมุต แต่ก็ยังคงต้องอาศัยปัญญาเป็นตัวหนุนช่วยกำจัดกิเลสาสวะในที่สุดอยู่นั่นเอง 

            ภาคสาม จะแสดงเกี่ยวกับอิทธิ ฤทธิ์ และปาฏิหาริย์ หรือวิชชา 8 ประการ ในพระพุทธศาสนา โดยจะแสดงการศึกษาปฏิบัติที่ทำให้กายในหรือนามกายค่อย ๆ พัฒนาก่อตัวเข้มแข็งจนเป็นทิพย์กายและธรรมกาย คือเมื่อการศึกษาปฏิบัติบรรลุถึงจตุตถฌาน นามกายก่อตัวเป็นทิพย์กาย จิตประกอบด้วยอิทธิบาทหรือรากฐานแห่งฤทธิ์แล้ว ก็สามารถกระทำและใช้วิชชาทั้ง 8 ประการได้ โดยวิธีการต่าง ๆ ที่มีแสดงไว้ ในภาคนี้ความจริงเป็นภาคอดิเรก เป็นอานิสงส์ข้างทางที่บังเกิดขึ้นจากการฝึกฝนอบรมจิตแบบพิสดาร แต่ก็เป็นประจักษ์พยานหลักฐานถึงการตรัสรู้และวิชชาทั้ง 8 ประการที่ททรงแสดงไว้ อันควรที่ชาวพุทธจะศึกษาปฏิบัติให้บังเกิดขึ้นกับตน เพราะแม้จะมีบัญญัติในพระวินัยห้ามอวดอุตริมนุษยธรรม มีโทษหนักถึงขั้นปาราชิกก็ตาม ก็หาได้หมายความว่าทรงห้ามศึกษาปฏิบัติในเรื่องนี้แต่ประการใด พระวินัยห้ามเฉพาะ “การอวดอุตริมนุษยธรรม” และเป็นการอวดอุตริมนุษยธรรม “ที่ไม่มีในตน” นั่นต่างหากจึงจะต้องอาบัติปาราชิก แต่เพราะขาดการศึกษาปฏิบัติตามที่ทรงแสดงไว้จึงไม่อาจบรรลุถึงธรรมประการนี้ได้ มิหนำซ้ำยังเบี่ยงเบนเป็นว่าทรงห้ามเสียอีก ในพระไตรปิฎกประจักษ์ชัดว่าการกระทำอิทธิปาฏิหาริย์หรือการใช้วิชชา 8 ประการนั้นเป็นความจำเป็นและเป็นประโยชน์ในการเผยแผ่พระศาสนา พระพุทธองค์ก็ทรงใช้บ่อยครั้งและทรงตรัสสั่งให้พระสาวกใช้บ่อยครั้ง ดังนั้นขอเพียงได้ศึกษาปฏิบัติตามบัญญัติวิธีที่ทรงแสดงไว้ก็จะได้รับอานิสงส์คือวิชชา 8 ประการ โดยไม่ต้องสงสัย ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมที่ทำให้มนุษย์เหนือมนุษย์หรือเป็นอุตริมนุษยธรรม แต่ถ้ามีในตนและไม่ใช่อวดอ้างแล้วคือกระทำหรือใช้วิชชา 8 ประการนั้นได้และใช้ในโอกาสอันควรเหมาะสมและเป็นประโยชน์ ย่อมไม่เป็นอาบัติปาราชิก ทั้งเป็นกิจที่ทรงสนับสนุนอีกด้วย 

            หนังสือ “วิมุตตะมิติ มหัศจรรย์แห่งโลกภายใน” นี้มุ่งอธิบายถึงวิธีการฝึกฝนอบรมจิตเป็นลำดับขั้นตอนไปในแต่ละวิถีทาง ตลอดจนอารมณ์ความรู้สึกและพัฒนาการของจิตที่เจริญก้าวหน้าเป็นลำดับ ๆ ไป จนกระทั่งบรรลุถึงวิมุตตะมิติ เป็นอันหลุดพ้นถึงที่สุดจากกิเลสและ  อาสวะทั้งปวง 

            ดังนั้นหนังสือ “วิมุตตะมิติ มหัศจรรย์แห่งโลกภายใน” นี้จึงอาจมีอีกชื่อหนึ่งว่า วิมุตตะมิติ หรือมิติแห่งความหลุดพ้น 

            ในการเขียนหนังสือเล่มนี้ได้ปรึกษาหารือและขอความคิดเห็นจากพระมหาเถระและคณะสงฆ์ที่ได้ถวายทุนการศึกษาเป็นประจำ และได้นิมนต์มารับภัตตาหารเช้าเดือนละหนึ่งครั้ง แต่กระนั้นก็ขอท่านทั้งปวงอย่าได้วางใจว่าจะมีความถูกต้องไปทั้งหมด เพราะปุถุชนเราไหนเลยจะมีความรู้หรืออธิบายความอันลึกซึ้งในสิ่งที่ตัวเองยังไม่ถึงหรือบรรลุถึงได้อย่างสมบูรณ์ เหตุนี้จึงขอความกรุณาท่านทั้งหลายที่ได้พบเห็นหนังสือนี้ในวันข้างหน้าได้มีเมตตาช่วยกันปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้มีความถูกต้องสมบูรณ์มากที่สุดประดับไว้ในพระพุทธศาสนาสืบไป 

            การจัดพิมพ์ครั้งนี้ได้จัดพิมพ์เป็นจำนวน 6,000 เล่ม ตามที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงแนะนำเพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนปีที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีในปีนี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อน้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยหวังอานิสงส์แห่งการเผยแผ่และสืบทอดพระพุทธศาสนาได้ดลบันดาลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมายุถ้วนกัปหรือเกินกว่ากัป 

            จึงขอท่านทั้งปวงได้ร่วมกันอนุโมทนาและตั้งจิตอธิษฐานขออานิสงส์แห่งกุศลกรรมทั้งหลายที่ต่างได้กระทำมาจงบังเกิดเป็นบุญฤทธิ์และอธิษฐานฤทธิ์ดลบันดาลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมายุ สมบูรณ์พร้อมด้วยพระพลานามัย พระสติปัญญาปฏิภาณตลอดกัปหรือเกินกว่ากัปเทอญ.

      
                                                                                                  สิริอัญญา
                                                                                                  25  เมษายน  2549




|

Comments
Add New Search
su  - ขออนุโมทนา   |125.27.173.191 |2010-07-11 07:42:02
กราบขอบพระคุณอาจารย์และสำนึกในพระคุณที่อาจารย์ได้มอบความรู้ให้ได้ศึกษาเพื่อฝึกอบรมและพัฒนาจิตและขอร่วมอนุโมทนาขออานิสงส์แห่งกุศลกรรมทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาจงบังเกิดเป็นบุญฤทธิ์และอธิษฐานฤทธิ์ดลบันดาลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมายุ สมบูรณ์พร้อมด้วยพระพลานามัย พระสติปัญญาปฏิภาณตลอดกัปหรือเกินกว่ากัปเทอญ.
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License