ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านรู้สึกอย่างไรกับการใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จัดงานฉลองความสำเร็จแก้ปัญหาน้ำท่วม?
 
ป้ายโฆษณา
มหัศจรรย์แห่งโลกภายใน (16) พิมพ์ อีเมล
บทความ - วิมุตตะมิติ - มหัศจรรย์แห่งโลกภายใน
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันเสาร์ที่ ๐๓ มกราคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๐:๐๙ น.

            การฝึกอบรมจิตแบบมาตรฐานทั้งสี่ขั้นตอนใหญ่คือการพิจารณาด้วยปัญญา เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต และเห็นธรรมในธรรมนั้น แม้ในสติปัฏฐานสูตรจะระบุถึงวิธีต่าง ๆ ไว้หลายวิธี แต่ที่ทรงตรัสสรรเสริญมากที่สุดคือวิธีที่ทรงเรียกว่าอานาปานสติ 

            คือวิธีที่กำหนดสติไว้กับลมหายใจ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการฝึกฝนอบรมจิตให้ทำหน้าที่สติกำหนดอารมณ์อยู่ที่ลมหายใจที่เข้าออก เป็นวิธีที่มาตรฐานที่สุด สามัญที่สุด เหมาะสมกับคนทั่วไปมากที่สุด และสะดวกทั้งสถานที่ฝึกอบรมคือจะทำที่ไหนก็ได้ และไม่ต้องมีอุปกรณ์อื่นใด เพราะใช้แต่ลมหายใจเข้าออกให้จิตได้กำหนดเป็นอารมณ์เท่านั้น  

            และหากรู้เข้าใจตลอดจนสัมผัสกับวิธีปฏิบัติที่เรียกว่าอานาปานสติแล้วก็สามารถใช้ความรู้นั้นหรือประสบการณ์จากการฝึกฝนอบรมปฏิบัตินั้นกับการปฏิบัติแบบอื่น ๆ ได้ทั้งหมด  

            ทั้งอานาปานสตินั้นถือได้ว่าเป็นวิหารธรรมอย่างหนึ่ง ที่เมื่อจิตเข้าไปตั้งแล้วย่อมมีความเป็นอยู่สบาย ไม่ยาก ไม่ลำบาก มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดังนั้นจึงเป็นวิหารที่เหมาะสมกับจิตของคนทั่วไป ยกเว้นก็แต่เฉพาะผู้ที่มีอุปนิสัยเฉพาะก็จะมีวิธีอื่นที่เหมาะสม ที่จะเลือกใช้ปฏิบัติให้สอดคล้องกับอุปนิสัยของแต่ละคนได้  

            ร่างกายพึงแสวงหาอาคารที่สะดวกสบายเหมาะสมกับตัวเองอย่างไร ป้องกันลมฝนฟ้า ความหนาวความร้อน และป้องกันภัยต่าง ๆ อย่างไร จิตก็ต้องมีอาคารเป็นที่อาศัยอย่างนั้น อาคารที่จิตอาศัยเรียกว่าวิหาร เหตุนี้อานาปานสติจึงได้ชื่อว่าเป็นอานาปานสติวิหาร ซึ่งมีความหมายว่าวิหารอันเป็นที่พักอาศัยของจิตโดยอาศัยลมหายใจเป็นตัวกำหนด 

            พระบรมศาสดาได้ตรัสในหลายที่หลายแห่งว่าพระองค์เองนั้นมีปกติดำรงพระจิตอยู่ในอานาปานสติวิหาร และอาศัยอานาปานสติวิหารนี้มาตั้งแต่ยังเป็นพระกุมาร แม้ถึงกาลปรินิพพานก็ทรงดำรงพระจิตอยู่ในอานาปานสติวิหาร และเข้าพระฌานเป็นลำดับไปจนกระทั่งถึงกาลพุทธปรินิพพานนั้น  

            แต่ทว่ารองเท้าเบอร์เดียวจะใส่ให้กับคนทั้งหลายย่อมเป็นไปไม่ได้ฉันใด วิธีปฏิบัติแบบอานาปานสติก็ไม่อาจใช้กับคนทุกคนได้ฉันนั้น เพราะแต่ละคนอาจมีอัชฌาสัย มีภูมิหลัง และภูมิธรรมที่แตกต่างกัน หรือจะพูดง่าย ๆ ว่ามีกิเลส อาสวะ ความเคยชินที่แตกต่างกัน  

            ดังนั้นจึงมีแบบวิธีที่พิเศษนอกเหนือไปจากอานาปานสติเพื่อความเหมาะสมกับอุปนิสัยและปูมหลังของแต่ละคนสุดแท้แต่จะเหมาะสมและถนัดเป็นราย ๆ ไป เช่น บางคนมีความกำหนัดมาก แบบวิธีที่พิจารณาถึงสิ่งปฏิกูลที่มีอยู่ภายในร่างกายก็ดี หรือที่เป็นซากศพก็ดี ย่อมสอดคล้องและระงับดับข่มความกำหนัดนั้นได้ดีกว่า  

            หรือบางคนเคยมีปูมหลังการศึกษาเกี่ยวกับธาตุ คุ้นเคยเกี่ยวกับธาตุสี่ การพิจารณาว่ากายนี้ประกอบขึ้นด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ก็ย่อมเหมาะกับอุปนิสัยนั้น  

            แบบวิธีที่แตกต่างกันจะอยู่ในขั้นการฝึกอบรมให้กายระงับ หรือที่อยู่ในขั้นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ส่วนในขั้นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานก็ดี จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานก็ดี และธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานก็ดี จะเป็นแบบอย่างเดียวกัน  

            อุปมาดั่งน้ำที่ไหลไปรวมกันในพระมหาสมุทร ย่อมมีที่มาจากหลายแหล่ง เช่น น้ำจากคูคลองหนองบึง น้ำทิ้งจากท่อระบายน้ำ กระทั่งน้ำฝน น้ำค้าง แต่เมื่อไหลรวมไปถึงทะเลแล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพเป็นความเค็มอย่างเดียวกัน  

            ฉันใดในขั้นกายานุปัสสนาสติปัฏฐานจะเลือกใช้เลือกปฏิบัติตามแบบวิธีไหนก็สุดแท้แต่ว่าใครจะเป็นน้ำคู น้ำคลอง น้ำหนอง บึง หรือน้ำอื่นใด แต่เมื่อถึงขั้นที่กายสงบรำงับ พิจารณาด้วยปัญญาเห็นกายในกายแล้ว ก็เท่ากับว่าได้ไปถึงทะเลคือขั้นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน และจากนั้นไปก็เป็นกระบวนการแปรเป็นความเค็มเหมือนกัน  

            ดังนั้นในขั้นกายานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้จักแสดงแต่เพียงวิธีสามัญหรือแบบทั่วไปที่คนทั่วไปปฏิบัติได้ไม่ยากไม่ลำบาก และสามารถนำไปใช้กับผู้ที่มีอุปนิสัยพิเศษต่าง ๆ ในการเป็นบาทฐานของการใช้แบบวิธีอื่น ๆ ได้อีกด้วย  

            ในขั้นกายานุปัสสนาสติปัฏฐานที่มีเป้าหมายที่สุดอยู่ที่การฝึกฝนอบรมให้กายสงบรำงับ พิจารณาเห็นกายในกายเป็นที่สุดนั้น แบ่งย่อยออกเป็นสี่ขั้นเล็กคือ  

            ขั้นที่หนึ่ง พิจารณาการหายใจเข้าออก ซึ่งเป็นขั้นต่ำสุด เบื้องต้นที่สุด และง่ายที่สุด เพราะสัมผัสรู้ได้ด้วยกาย โดยมีสติเป็นตัวกำหนดรู้ เป็นการเริ่มต้นของการฝึกฝนอบรมจิตแบบมาตรฐาน เพื่อให้จิตสนใจอยู่แต่ลมหายใจที่เข้าออกเท่านั้น และกำกับจิตให้สนใจอยู่แต่ลมหายใจเข้าออก ไม่วอกแวกโลดแล่นไปในทางอื่น ๆ ดังที่ทรงตรัสไว้ว่า “ภิกษุในธรรมวินัยนี้อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ (ในท่าสมาธิ) ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า เธอย่อมมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า”  

            ในขั้นนี้คือขั้นกำหนดให้จิตทำหน้าที่สติรับรู้อยู่แต่ลมหายใจที่เข้าออก คือเมื่อหายใจออกก็ให้มีสติกำหนดรู้ หรือรู้สึกว่ามีลมหายใจออกจริง ๆ เมื่อหายใจเข้าก็ให้มีสติกำหนดรู้หรือรู้สึกว่ามีลมหายใจเข้าจริง ๆ คือเวลาหายใจออกก็รู้ตลอดเวลาตั้งแต่ลมหายใจเริ่มผ่านปลายจมูกออกไปจนสุด และรู้ว่ามีอาการหยุดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงมีลมหายใจเข้า เมื่อมีลมหายใจเข้าก็รู้ตลอดเวลาตั้งแต่ลมหายใจเริ่มผ่านปลายจมูกเข้ามาจนสุด และรู้ว่ามีอาการหยุดอยู่ครู่หนึ่ง จึงมีลมหายใจออกอีกครั้งหนึ่ง สลับกันไปเช่นนี้ 

            ต้องมีสติกำหนดรู้ตลอดเวลาที่มีลมหายใจออกและหายใจเข้าในอาการต่าง ๆ ดังกล่าว  

            ในการเริ่มต้นปฏิบัติ ความรู้สึกที่ว่ามีลมหายใจสัมผัสออกและลมหายใจสัมผัสเข้าอาจจะไม่ต่อเนื่องตลอดเวลา เพราะบางทีก็ขาดห้วงไป เนื่องจากจิตโลดแล่นไปคิดเรื่องอื่น ไปสนใจเรื่องอื่น และเมื่อรู้ตัวแล้วก็กลับมาสนใจอยู่กับลมหายใจใหม่ 

             พูดนั้นง่าย แต่เมื่อทำเข้าจริง ๆ แล้วก็ต้องฝึกฝน ต้องอบรม ต้องใช้ความเพียรพยายามและอย่างต่อเนื่อง ทั้งต้องต่อสู้กับการหลอกลวงมายาของจิตที่เกิดขึ้นดังที่ได้แสดงมาแล้วในตอนต้น ๆ นั้น  

            การฝึกอบรมจิตในขั้นตอนนี้จะถือว่าเป็นผลสำเร็จก็ต่อเมื่อจิตกำหนดรู้ลมหายใจที่ออกและเข้าตลอดเวลาที่ฝึกฝนอบรมจิตอยู่นั้น ไม่ขาดตอน ไม่วอกแวก ไม่เผลอเรอ หรือง่วงหลับไปเสียก่อน  

            เป็นหน้าที่ของผู้ฝึกฝนอบรมจิตเองที่จะต้องซื่อตรงต่อตนเอง สัมผัสและรับรู้ด้วยตนเองว่าได้บรรลุผลสำเร็จในการฝึกฝนอบรมจิตในขั้นนี้แล้วหรือไม่ ถ้าประสบผลสำเร็จแล้วก็เริ่มปฏิบัติในขั้นที่สองต่อไป 

            ขั้นที่สอง ความในพระสูตรระบุว่า “เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น หรือเมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น”  

            การฝึกฝนอบรมจิตในขั้นนี้ต่อเนื่องจากขั้นที่หนึ่ง คือเมื่อประสบความสำเร็จในการฝึกฝนอบรมจิต รู้สึกตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออกไม่ขาดตอน ไม่เผลอเรอแล้ว ก็เริ่มต้นฝึกฝนขั้นที่สอง คือขั้นที่ให้จิตเรียนรู้สัมผัสว่าลมหายใจนั้นมีทั้งยาวและสั้น ซึ่งหมายความรวมถึงลมหายใจกลาง ๆ ด้วย จะต้องฝึกฝนอบรมจิตให้รู้สึกตลอดเวลาว่าในขณะที่หายใจอยู่นั้นเป็นการหายใจสั้นหรือหายใจยาว ถ้าเป็นการหายใจยาวก็ให้รู้ตลอดเวลาที่หายใจออกและหายใจเข้าว่านั่นเป็นลมหายใจยาว คือรู้สึกตั้งแต่ลมหายใจเริ่มออกทางปลายจมูกไปจนสุด จนหยุดครู่หนึ่งและเริ่มหายใจเข้า รู้ตลอดจนกระทั่งสุดและจนหยุดจนกระทั่งเริ่มหายใจออก รู้ตลอดว่าเป็นลมหายใจยาว 

            ถ้าเป็นการหายใจสั้นก็ให้รู้ตลอดเวลาที่หายใจออกและหายใจเข้าอย่างเดียวกันว่านั่นเป็นลมหายใจสั้น แม้เป็นการหายใจขนาดกลาง ๆ คือหายใจเข้าออกตรงจุดจากปลายจมูกถึงกลางทรวงอกหรือตรงจุดใดก็ตามที่ไม่สั้นสุดหรือไม่ลึกสุด  

            การฝึกฝนอบรมจิตในขั้นที่สองนี้จะทำให้จิตรู้จักลมหายใจที่แล่นออกเข้าอยู่ตลอดเวลา ทุกชนิดของการหายใจว่ายาวหรือสั้น หรือกลาง ๆ หรือโน้มไปทางสั้นหรือโน้มไปทางยาว กล่าวง่าย ๆ ก็คือเป็นการฝึกฝนอบรมจิตให้รู้จักของลมหายใจทุกชนิดว่าสั้นยาวหรือกลาง ๆ หรือประการใด โดยมีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาเช่นนั้น  

            ขั้นที่สาม ความในพระสูตรระบุว่า “สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า”  

            เมื่อประสบความสำเร็จในการฝึกฝนอบรมจิตในขั้นที่สองแล้วก็ยกระดับมาสู่ขั้นที่สาม คือจากที่ฝึกฝนอบรมจิตให้รู้จักขนาดความสั้นยาวของลมหายใจทั้งออกและเข้า มาเป็นการฝึกฝนอบรมเพื่อให้จิตรู้จักอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจ ในทุกขนาดระยะของลมหายใจอยู่ตลอดเวลา  

            ในขั้นนี้จิตจะถูกฝึกฝนอบรมให้ทำหน้าที่มากขึ้น หนักขึ้น คือ รู้สึกถึงลมหายใจเข้าออกอย่างหนึ่ง รู้สึกว่าลมหายใจเข้าออกนั้นมีขนาดสั้นยาวอย่างไรอย่างหนึ่ง และแต่ละขนาดของลมหายใจที่สั้นยาวนั้นมีความรู้สึกหรือมีปฏิกิริยาเกิดขึ้นกับร่างกายอย่างไรอีกอย่างหนึ่ง และต้องให้เรียนรู้ทุกอย่างไป รวมทั้งในขณะที่เป็นลมหายใจชนิดหยาบ เป็นลมหายใจชนิดกลาง ๆ หรือว่าเป็นลมหายใจชนิดประณีต โดยมุ่งที่ความรู้สึกหรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากการหายใจแต่ละอย่างว่าเป็นอย่างไร คือ ต้องกำหนดรู้ “กองลมทั้งปวง”  

            กองลมทั้งปวงในที่นี้ก็คือการหายใจเข้าออกอย่างหนึ่ง ทั้งสั้น ทั้งยาว ทั้งกลาง ๆ ทั้งหยาบ ทั้งประณีต และกลาง ๆ และความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการหายใจแต่ละอย่างอีกอย่างหนึ่งว่าแต่ละอย่าง ๆ นั้นมีความรู้สึกเกิดขึ้นอย่างไร มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นอย่างไร ต้องฝึกฝนอบรมเอง ต้องสัมผัสเอง ต้องรู้จักเอง จนถึงขั้นที่ว่ากำหนดรู้กองลมทั้งปวง 

            ลมหายใจสั้นยาวประการใด หยาบประณีตประการใด และเป็นผลต่อความรู้สึกและปฏิกิริยาต่างๆ ที่เกิดกับร่างกายอย่างไร ได้แสดงไว้แล้วในตอนต้น จึงไม่แสดงในที่นี้อีก ท่านผู้สนใจในเชิงปริยัติจะย้อนกลับไปดูก็ได้ แต่สำหรับท่านผู้ใฝ่ในการปฏิบัติก็ไม่จำเป็นที่จะย้อนกลับไปดูอีก เพราะการปฏิบัตินั้นจะรู้จริง รู้แน่ รู้ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งกว่าแสดงไว้ในทางปริยัติข้างต้นนั้น และเป็นการรู้ที่ถึงขนาดเป็นการเห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้น ๆ ด้วย  

            ขั้นที่สี่ ความในพระสูตรระบุว่า “สำเหนียกอยู่ว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจออก เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า” ขั้นตอนนี้มีเป้าหมายอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของจิตที่ทำหน้าที่สัมผัสและรับรู้อย่างเดียว ตั้งแต่ขั้นตอนที่หนึ่งถึงขั้นตอนที่สาม มาเป็นหน้าที่ในการบังคับบัญชาร่างกายและลมหายใจที่เข้าออกอยู่นั้น เพื่อให้เกิดความสงบรำงับ 

            เป็นการเริ่มต้นการฝึกฝนอบรมให้จิตทำหน้าที่และใช้พลังอำนาจหน้าที่ของจิตในการบังคับบัญชาร่างกายและลมหายใจเพื่อให้เกิดความสงบรำงับ ทั้งในส่วนของร่างกาย ลมหายใจและจิตเองด้วย.

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๔:๒๕ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License