ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
รัฐบาลสมควรให้กองทัพผลักดันเขมรออกจากดินแดนไทยหรือไม่?
 
ตอนที่ 7 - สู่ร่มเงาใบบุญเจ้าประคุณสมเด็จ พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 3
แย่ดีที่สุด 
บทความ - ศิษย์สมเด็จ
เขียนโดย เรืองวิทยาคม   
วันพุธที่ ๐๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๑:๕๓ น.
|

 


 กุฏิของพระมหาทรงธรรม์หลังนี้มีชื่อว่ากุฏิธรรมนิวาส เป็นกุฏิไม้สองชั้น ตั้งอยู่หัวมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือของคณะหนึ่งวัดระฆัง ติดกับริมแม่น้ำเจ้าพระยา หันหน้าไปทางด้านแม่น้ำเจ้าพระยา ทางด้านหน้าที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยานั้นทำเป็นรั้วต้นชบา ถัดเข้ามาเป็นลานหญ้าเล็ก ๆ ถัดเข้ามาจากลานหญ้าเป็นต้นชมพู่ใหญ่สองต้น ออกดอกออกผลตลอดทั้งปี เป็นที่ร่มรื่นเย็นสบายด้วยสายลมแม่น้ำ เป็นแต่ว่าเสียงเรือจากแม่น้ำเจ้าพระยาดังมาตลอดทั้งวันทั้งคืน ดังนั้นสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยก็ออกจะรำคาญบ้างเป็นธรรมดา


เด็กวัดพาพวกเราเดินตรงไปทางด้านหน้า เห็นแม่น้ำเจ้าพระยาทอดผ่าน แล้วพาขึ้นไปบนกุฏิ เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งท่าทางสงบเรียบร้อย อายุอานามราว ๆ 50 ปี เศษ ๆ เด็กวัดนั้นไหว้พระแล้วรายงานว่ามีแขกมาหา และหันมาบอกพวกเราเป็นเชิงแนะนำว่านี่คือพระมหาทรงธรรม์


พวกเราไหว้หลวงพ่อตามประเพณีของชาวพุทธ หลวงพ่อเห็นพวกเราก็แสดงท่าทีแปลกใจเพราะไม่เคยรู้จัก ไม่เคยพบหน้ากันมาแต่ก่อน แต่ด้วยอัธยาศัยไมตรีและความมีเมตตา พระมหาทรงธรรม์บอกพวกเราให้นั่งตรงที่นั่งหน้ากุฏิ แล้วถามว่าโยมมาหาอาตมาด้วยธุระสิ่งใด


พ่อพนมมือไหว้พระมหาทรงธรรม์แล้วบอกว่ามาจากต่างจังหวัด พาลูกและหลานมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ กำลังตามหาพระมหาผลซึ่งสนิทสนมมักคุ้นกันมาช้านานแล้ว ได้ไปตามหาที่วัดชลประทานแล้วทราบว่าพระมหาผลมาวัดอัมรินทร์จึงตามมาที่วัดอัมรินทร์ แต่ได้ทราบจากพระมหาผวนวัดอัมรินทร์ว่าพระมหาผลมาหาหลวงพ่อที่วัดระฆังนี้


พระมหาทรงธรรม์ได้ยินดังนั้นก็มีท่าทางหายแปลกประหลาดใจ แล้วกล่าวว่าท่านได้ไปต่างจังหวัดกับพระมหาผลและเพิ่งกลับมาเมื่อ 2 วันก่อน เมื่อกลับมาแล้วพระมหาผลได้ออกไปธุระข้างนอก แต่ไม่ทราบว่าไปไหน บอกไว้แต่เพียงว่าวันนี้จะกลับมา คอยอีกสักครู่คงจะได้พบ


พระมหาทรงธรรม์ได้ซักไซร้ไต่ถามความเป็นมาต่าง ๆ และสนทนาอยู่กับพ่อ แต่ตัวผมนั้นรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างไรชอบกลจนนั่งอยู่ไม่ไหว จึงแสร้งถามหลวงพ่อว่าห้องน้ำอยู่ที่ไหน พระมหาทรงธรรม์ชี้มือไปทางด้านนอกแล้วว่าให้เลี้ยวไปทางซ้ายมือเดินไปสุดทาง ผมได้ยินดังนั้นจึงเดินออกมาทำท่าว่าจะไปห้องน้ำ


พอเดินพ้นออกมาจากเบื้องหน้าพระมหาทรงธรรม์ เดินมาถึงใต้ต้นชมพู่พอเป็นที่พ้นสายตา อาการครั่นเนื้อครั่นตัวก็ยิ่งเป็นมากขึ้นจนสั่นสะท้าน    รู้สึกอาการว่าเหมือนกำลังจะมีอะไรมาเข้าสิงเพราะผมไม่ได้เป็นไข้หรือเป็นโรคภัยใด ๆ และไม่เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน เป็นแต่ว่าเมื่อครั้งที่อยู่วัดที่บ้านนอกก็เคยเล่าเคยเรียนในเรื่องพวกนี้มาบ้าง ดังนั้นจึงทำใจให้สงบ รำลึกถึงพระพุทธคุณเป็นที่พึ่ง จิตใจก็ค่อยเยือกเย็นลง


ในพลันนั้นก็รู้สึกมีความรู้สึกแวบขึ้นมาประหนึ่งมีเสียงทิพย์บอกเตือนว่าที่นี่แหละคือที่พักของเรา ให้รีบไปกราบพระขออาศัยพระอยู่ที่นี่ก็คงจะสำเร็จสมความปรารถนา
อีกใจหนึ่งก็ฝืนแย้งว่าไม่เคยรู้จักมักคุ้นกับพระมหาทรงธรรม์กันมาก่อนเลยจะขออาศัยท่านอยู่ได้อย่างไร แต่ความรู้สึกที่แวบมานั้นหนักหน่วงสุดประมาณนัก ผมจึงได้คิดและตัดสินใจว่าเราจะขออาศัยพระอยู่ที่นี่แหละ เพราะที่นี่เป็นวัดระฆังโฆสิตาราม เป็นวัดอันเป็นที่สถิตของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ตามที่พระอาจารย์ได้บอกมา


ทันทีที่ตัดสินใจเช่นนั้นอาการครั่นเนื้อครั่นตัวก็หายไปดังปลิดทิ้ง แล้วมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมเกิดขึ้นว่าวัดระฆังเป็นวัดอันเป็นที่สถิตของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี มีความศักดิ์สิทธิ์ เห็นทีเจ้าประคุณสมเด็จคงจะทราบถึงความทุกข์ร้อนของเราจึงเมตตาเอื้ออาทรแสดงนิมิตให้ปรากฏดังนี้ ความศรัทธาเลื่อมใสในเจ้าประคุณสมเด็จจึงประดังขึ้นมาจนต้องอั้นอยู่ในอก


ผมรีบเดินขึ้นไปบนกุฏิอีกครั้งหนึ่ง พอดีพระมหาทรงธรรม์ลุกเข้าไปด้านใน ไม่ทราบว่าท่านจะไปเข้าห้องน้ำบนกุฏิหรือไปทำสมณกิจอันใด หรือว่าทอดเวลาเพื่อให้พวกเราคอยท่าพระมหาผล


ผมเห็นพ่อนั่งคอยท่าอยู่จึงเข้าไปกระซิบบอกพ่อว่าที่นี่เป็นที่สบาย ผมอยากจะอยู่ที่นี่แล้ว ขอให้พ่อกราบบอกขอความกรุณาพระมหาทรงธรรม์ขออาศัยอยู่ที่นี่เถิด


พ่อได้ยินดังนั้นก็แปลกใจเพราะไม่ได้ตั้งใจมาก่อน การมาที่นี่ก็เพียงเพื่อมาตามหาพระมหาผลเท่านั้น แล้วไฉนจู่ ๆ ผมจึงเกิดอยากอยู่ที่นี่ขึ้นมาและยังหาญกล้าให้พูดจาขออาศัยพระเสียอีก พ่อได้พูดว่าจะไปรบกวนขอท่านได้อย่างไร ไม่เคยพบ ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพิ่งมาเห็นก็แต่วันนี้ หากท่านไม่รับปากก็จะอับอายขายหน้าเสียเปล่า ๆ


ผมเอามือจับที่หน้าอกโดยไม่รู้สึกตัว จ้องมองหน้าพ่ออย่างมั่นใจ แล้วพูดว่าขอให้พ่อพูดกับท่านเถิด ท่านคงมีเมตตาให้อยู่อาศัยอย่างแน่นอน


พ่อคงเห็นอาการที่ผมมีความมั่นอกมั่นใจเป็นพิเศษซึ่งผิดไปจากอาการที่เคยเป็นมาแต่ครั้งก่อน ๆ และเป็นอาการที่เพิ่งเปลี่ยนแปลงไปในห้วงเวลาที่มาถึงวัดระฆังนี้ พ่อเองก็รู้สึกประหลาดใจแต่พยักหน้าเป็นทีว่าเอาไงก็เอากัน


ครู่หนึ่งพระมหาทรงธรรม์เดินออกมานั่งที่ด้านหน้ากุฏิอีกครั้งหนึ่ง พ่อจึงพูดในเชิงปรารภกับพระมหาทรงธรรม์ว่าเดินทางมากรุงเทพฯครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพาลูกและหลานมาเรียนหนังสือ แต่ไม่อยากให้ลูกหลานอยู่หอพัก เพราะเคยเห็นตัวอย่างลูกหลานของพวกเถ้าแก่ในเมืองหลายคนที่มาอยู่หอพักเรียนหนังสือแล้วเพลิดเพลินหลงใหลไปกับความศิวิไลซ์ของกรุงเทพฯจนเสียผู้เสียคน จึงอยากให้ลูกและหลานอยู่วัด เพราะมีความศรัทธาในพระศาสนาว่าจะทำให้ลูกและหลานอยู่ใกล้พระ อยู่ใกล้คุณงามความดี ห่างจากความชั่ว


พ่อบอกพระมหาทรงธรรม์ต่อไปอีกว่าที่ตามหาพระมหาผลซึ่งสนิทสนมคุ้นเคยกันเหมือนหนึ่งญาตินั้นก็เพื่อจะขอให้ท่านช่วยฝากลูกและหลานให้ได้มีที่อยู่ที่เรียน มาถึงวันนี้แล้วยังไม่ได้พบพระมหาผลเลย ที่เรียนนั้นยังไม่รู้ ส่วนที่อยู่นั้นแม้ยังไม่รู้ว่าจะอยู่ที่ไหน แต่ลูกชายเห็นกุฏินี้เป็นที่ร่มรื่น สงบ สะอาด ก็อยากจะขออาศัยอยู่ที่นี่เพื่อเรียนหนังสือ การจะเป็นประการใดสุดแท้แต่น้ำใจเมตตาของพระคุณเถิด


พ่อพูดด้วยท่าทีขึงขังจริงจัง เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ พระมหาทรงธรรม์ฟังแล้วก็นิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยปากพูดอย่างช้า ๆ ราวกับว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาดลใจชักนำให้พูดว่าอาตมากับพระมหาผลเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่สนิทแน่นแฟ้น เป็นกัลยาณมิตรกันมาช้านาน ทั้งเป็นคนบ้านเดียวกัน โยมสนิทชิดเชื้อกับพระมหาผลเหมือนดังญาติก็ย่อมเหมือนดังญาติของอาตมาด้วย กุฏินี้แม้ไม่กว้างขวางเท่าใดนัก แต่เมื่อใจผู้อยู่รักจะอยู่แล้วก็เห็นจะกว้างพอ เมื่อโยมตั้งใจไว้ใจดังนี้อาตมาก็ไม่ขัดข้อง


ผมนั่งฟังความอยู่ด้วยความมั่นใจ ครั้นได้ยินคำพูดของพระมหาทรงธรรม์ก็ดีใจอิ่มใจเป็นล้นพ้น


 ผมนึกถึงเหตุการณ์ที่ลมหมุนน้อย ๆ ปรากฏขึ้นหน้าประตูคณะหนึ่ง ต่อมาถึงอาการครั่นเนื้อครั่นตัว จนกระทั่งเกิดความรู้สึกเหมือนมีใครมาบอกว่าให้อยู่ที่กุฏิธรรมนิวาส มาจนถึงการอนุญาตของพระมหาทรงธรรม์ที่อนุญาตให้ผมและลูกผู้น้องอาศัยวัดเรียนหนังสือแล้ว รู้สึกมั่นใจว่าเต็มเปี่ยมว่านี่มิใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญเลย


ผมเชื่อโดยสนิทใจว่าการทั้งนี้เป็นปาฏิหาริย์ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ท่านแสดงให้ปรากฏและบันดาลให้เป็นไปด้วยความเมตตาอาทรแก่ผู้ที่มีความนับถือศรัทธาในเจ้าประคุณสมเด็จจากต่างถิ่นซึ่งกำลังตกทุกข์ได้ยากนั่นเอง


พ่อได้กราบขอบคุณพระมหาทรงธรรม์ ผมและลูกผู้น้องก็กราบขอบคุณตาม พ่อได้นั่งสนทนากับพระอีกพักหนึ่งก็ไม่มีวี่แววว่าพระมหาผลจะกลับมาที่วัด พระมหาทรงธรรม์เห็นพวกเรารอคอยพระมหาผลช้านานแล้ว ทั้งธุระที่จะพบปะกับพระมหาผลก็เป็นอันบรรลุแล้ว พระมหาทรงธรรม์จึงว่าพระมหาผลท่านเป็นพระที่เหมือนนกที่มีแต่ปีก หาง และขนก็บินไปในอากาศอันไร้พรมแดน พระมหาผลมีแต่ไตรจีวรตามพระธรรมวินัย นึกจะไปไหนมาไหนก็ไถลไปมาตามชอบใจ ไปไหนก็ไม่บอกใคร จะกลับเมื่อใดก็ไม่แน่นอนเป็นดังนี้ตลอดมา โยมก็คงรู้ท่าของพระมหาผลดีอยู่แล้ว อย่าเสียเวลารออีกเลย เมื่อตั้งใจจะอยู่ที่นี่แล้วก็รีบไปขนข้าวของมาประเดี๋ยวจะค่ำมืดเสียก่อน หากต้องการพบพระมหาผลวันเวลาข้างหน้ายังมีอยู่ถมไป คงจะได้พบกัน แต่เฉพาะหน้านี้รีบไปขนข้าวของลูกหลานมาไว้ที่วัดก่อนจะดีกว่า


พ่อเห็นด้วยกับพระมหาทรงธรรม์ พวกเราจึงกราบลาพระแล้วพากันเดินออกไปทางประตูคณะหนึ่ง พอมาถึงแผงลอยขายกาแฟพ่อก็บอกกับคนขายกาแฟว่าอยากจะไปกราบสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี แล้วถามว่าจะไปกราบได้ที่ไหน


คนขายกาแฟได้ชี้ไปทางพระอุโบสถแล้วบอกว่าหลังคากุฏิหลังเล็ก ๆ ด้านซ้ายประตูพระอุโบสถที่เห็นนั้นคือวิหารสมเด็จ หลวงพ่อโตท่านอยู่ที่นั่น พ่อก็พาพวกเราเดินไปตามทางที่บอก


ขณะนั้นประตูกำแพงพระอุโบสถยังไม่มีเหมือนทุกวันนี้ คงเปิดโล่งเดินเข้าออกได้โดยสะดวก เมื่อเข้าประตูกำแพงพระอุโบสถแล้วทางด้านซ้ายมือเป็นกุฏิคอนกรีตชั้นเดียวหลังเล็ก ๆ ด้านหน้าโล่ง ตรงกลางมีประตู 2 ช่อง พวกเราถอดรองเท้าแล้วขึ้นไปบนกุฏินั้น เห็นแม่ชี 2-3 รูปนั่งขายธูปเทียนดอกไม้สำหรับผู้คนที่จะมาสักการะบูชา แม่ชีรูปหนึ่งอายุราว 80 ปี ห่มผ้าขาวสะอาดสะอ้าน มีลักษณะคล่องตัว เบิกบาน ทั้งใบหน้าและแววตาเปี่ยมไปด้วยเมตตาแจ่มใสเป็นที่สะดุดตายิ่งนัก


แม่ชีรูปหนึ่งเชิญชวนให้ซื้อดอกไม้ธูปเทียนบูชาสมเด็จ พวกเราก็แวะซื้อตามคำชวนนั้น แต่ละชุดมีดอกบัวขาว 1 ดอก พวงมาลัยดอกมะลิ 1 พวง ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม น้ำอบขวดเล็ก ๆ 1 ขวด และแผ่นทองเปลวเล็ก ๆ อีก 3 แผ่น ราคาค่างวดในขณะนั้นเพียง 5 บาทเท่านั้น พ่อได้ขอซื้อเพียง 3 ชุดแต่ได้ทำบุญไปถึง 100 บาท ทั้งนี้คงเป็นด้วยความปลาบปลื้มปิติที่ลูกหลานได้ที่อยู่ที่วัดระฆังนี้แล้ว


เมื่อซื้อดอกไม้ธูปเทียนแล้วจึงพากันเดินเข้าไปด้านใน เห็นรูปหล่อพระสงฆ์3 องค์ ตั้งเรียงอยู่บนแท่นซึ่งสูงราว 90 เซนติเมตร มีคำจารึกชื่อของพระสงฆ์แต่ละองค์ว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ม.จ.ทัด เสนีวงศ์) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) โดยรูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ตั้งอยู่ตรงกลาง


ผมจึงได้รู้ในขณะนั้นเองว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ได้ดับขันธ์ไปนานแล้ว ทางวัดจึงหล่อรูปเหมือนของท่านไว้สำหรับสักการะบูชา โดยหล่อขึ้นเป็น 3 องค์ เป็นรูปสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี องค์หนึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง อีก 2 องค์เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังทรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระราชาคณะเหมือนกัน


ตัวผมเองยืนนิ่งขึงตะลึงงันอยู่ครู่หนึ่งด้วยน้ำใจที่เลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ที่ผิดคิดผิดคาดไปบ้างก็ตรงที่เคยคิดว่าเจ้าประคุณสมเด็จยังเป็นพระสงฆ์ที่มีชีวิตอยู่ แต่ในใจกลับรู้สึกว่าสมเด็จที่เรานับถือศรัทธามาแต่น้อยนั้นบัดนี้ท่านได้นั่งอยู่เบื้องหน้าของเรานี้เอง ความรำลึกนั้นประหนึ่งว่าเจ้าประคุณสมเด็จหาใช่รูปหล่อไม่ แต่เป็นพระมหาเถระที่ยังมีชีวิตชีวานั่งอยู่เบื้องหน้านั่นเอง


แม่ชีรูปที่มีอายุมากที่สุดเห็นพวกเรามีท่าทางแปลก ๆ คงจะรู้ว่าเป็นคนต่างจังหวัดมากราบสมเด็จ จึงเดินเข้ามาบอกว่าสมเด็จหลวงพ่อโตศักดิ์สิทธิ์มากนัก เดือดร้อนอะไรก็ให้บอกท่าน


พ่อและลูกผู้น้องได้จุดธูปเทียนบูชาพระแล้วถวายพวงมาลัยดอกไม้แล้วปิดทองและสรงน้ำพระตามธรรมเนียม คงเหลือแต่ผมยังคงตะลึงอยู่ พอคลายแล้วผมจึงเดินเข้าไปตรงหน้าองค์สมเด็จ เอาทองปิดที่หัวเข่า เอาน้ำอบสรงที่มือเจ้าประคุณแล้วถอยกลับมาเอาดอกไม้ปักในแจกัน จากนั้นจึงจุดเทียนจุดธูปปักไว้ที่เชิงเทียนและกระถางธูป ในขณะนั้นพ่อกำลังนั่งกราบอธิษฐานอะไรอยู่ก็ไม่รู้


ผมกราบสมเด็จด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย จากนั้นจึงสวดบทว่าด้วยนัตถิเม สะระนัง อันยัง พุทโธ เม สะระนัง วะรัง ... ธัมโม เม สะระนัง วะรัง ... สังโฆ เม สะระนัง วะรัง ซึ่งแปลความโดยรวมว่าข้าพเจ้าไม่ยึดถือสิ่งอื่นใดเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เท่านั้นที่เป็นที่พึ่งอันเกษมของข้าพเจ้า


ผมสวดมนต์เสร็จก็ตั้งจิตอธิษฐานบอกกล่าวเจ้าประคุณสมเด็จว่าตั้งใจจะมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ตามความประสงค์ของพ่อแม่บุพการี แต่เป็นที่ลำบากขัดสนด้วยไม่รู้จะเรียนที่ไหน จะพักที่ไหน มาวันนี้ด้วยเดชะบารมีและความเมตตาของเจ้าประคุณจึงได้อาศัยใบบุญได้พักอยู่ที่วัดระฆังแล้ว จึงขอกราบฝากตัวเป็นศิษย์เจ้าประคุณสมเด็จ ณ บัดนี้ ขอบารมีเจ้าประคุณเกื้อหนุนให้ตลอด ดลบันดาลให้ศิษย์ผู้ยากได้มีที่เรียนและประสพความสำเร็จตามที่ปรารถนานั้นเทอญ


อธิษฐานเสร็จก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ลืมตาขึ้นเห็นพ่อเอาน้ำมนต์ในโอ่งน้ำมนต์มารดศีรษะให้ผมและลูกผู้น้อง. 

 

 




|

Comments
Add New Search
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๐๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๕:๐๙ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License