|
จิตมนุษย์นี้ไซร้ง่ายแท้หยั่งถึง |
|
|
|
บทความ -
ว่าด้วยเรื่อง "ฅน" (ฉบับภูมิปัญญาตะวันออก)
|
|
เขียนโดย ไพศาล พืชมงคล
|
|
วันอังคารที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๒:๐๑ น. |
|
(1) ปรากฏการณ์กับธาตุแท้ของคนเป็นคนละเรื่องกัน การกุมธาตุแท้ของคนเข้าใจธาตุแท้ของคนจะทำให้สามารถใช้คนให้เหมาะกับงาน และมอบหมายงานให้เหมาะกับคนได้ แต่ถ้าหากยึดถือแต่ปรากฏการณ์ที่แสดงออกของคนแล้วก็อาจผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง และการใหญ่ที่พลาดก็พลาดจากจุดนี้นี่เอง
ธาตุแท้ของคนอยู่ที่จิตใจของคน ปรากฏการณ์ของคนเป็นเพียงการแสดงออกของคน บางคนจิตใจเป็นอย่างไรก็แสดงออกอย่างนั้น บางคนจิตใจอย่างหนึ่ง แสดงออกอีกอย่างหนึ่งชนิดที่ตรงกันข้ามกันเลย บางคนจิตใจเป็นอย่างหนึ่ง แต่แสดงออกตรงกับจิตใจบางส่วนและไม่ตรงกับจิตใจบางส่วน จึงทำให้ยากต่อการเข้าใจธาตุแท้ของคน การที่จะเข้าใจและรู้ซึ้งถึงธาตุแท้ของคนได้จึงต้องหยั่งรู้จิตใจของคนให้ถูกต้องเสียก่อน
(2) ในวรรณคดีไทยเรื่องพระอภัยมณี สุนทรภู่เห็นว่าจิตใจของคนเราลึกล้ำเหลือกำหนด ดังคำกลอนที่ว่า
| “แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ | มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด | | ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด | ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน” |
ราวกับว่าจิตใจของคนเรานั้นเหลือที่จะหยั่งคาดได้ว่าเป็นอย่างไร แม้เถาวัลย์ซึ่งคดเคี้ยวเลี้ยวลดเกาะเกี่ยวไม้ใหญ่อยู่ก็ยังไม่คดเหมือนกับน้ำใจคน ซึ่งความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ คนเราไม่ได้คดกันไปหมดทุกคน ไม่ได้ซื่อตรงไปหมดทุกคน และจิตใจคนก็ใช่ว่าจะไม่มีทางหยั่งถึง
คำโคลงโลกนิติได้นำเสนอไว้อย่างลึกซึ้งว่า
| “ก้านบัวบอกลึกตื้น | ชลธาร | | มารยาทส่อสันดาน | ชาติเชื้อ | | โฉดฉลาดเพราะคำขาน | ควรทราบ | | หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ | บอกร้ายแสลงดิน” |
ซึ่งมีความหมายว่าใจคนก็สามารถหยั่งถึงได้ ทำนองเดียวกับก้านบัวที่สามารถบอกความตื้นลึกของน้ำได้ แต่เฉพาะภูมิหลังของการศึกษาอบรมและชาติตระกูลของคนนั้นย่อมสามารถดูได้ง่ายจากกิริยามารยาทนั่นเอง
โลกนิติเป็นกฎหรือเป็นบทสรุปหลักความเป็นจริงของโลกที่เป็นไปอย่างนั้น ย่อมมีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับนับถือตลอดมาช้านานตั้งแต่บรรพกาลมาจนถึงปัจจุบัน และโลกนิตินี้ก็เป็นหนึ่งในวิชาสำหรับผู้ที่จะเป็นที่ปรึกษาหรือกุนซือที่จะต้องเรียนต้องรู้และเข้าใจและใช้ให้เป็น
(3) ในเรื่องเดียวกันนี้ มีปรากฏในปรัชญานิพนธ์ของขงเบ้งที่ตรงกันข้ามกับความคิดของสุนทรภู่ แต่เป็นไปในทางเดียวกันกับโลกนิติ โดยขงเบ้งเห็นว่าจิตมนุษย์นั้นสามารถหยั่งถึงได้ไม่ยากไม่ลำบากเลย ขอเพียงแต่ใส่ใจให้ความสำคัญและตั้งใจหยั่งให้ดี และหยั่งให้เป็น ก็จะสามารถหยั่งทราบได้
กวีนิพนธ์ของขงเบ้งในเรื่องนี้มีความสำคัญมาก ได้มีการถอดออกมาเป็นภาคไทยโดยเรืองวิทยาคมในหนังสือสามก๊กฉบับคนขายชาติว่า “จิตมนุษย์ใช่ว่าสุดจะหยั่งคาด | สรรพสิ่งสามารถค้นศึกษา | เพราะมนุษย์มีอุตตมะปัญญา | ต่างจากสัตว์สาราโดยทั่วไป | อยากรู้ว่าบ้ายึดในอำนาจ | ลองให้อำนาจก็สิ้นซึ่งสงสัย | อยากรู้จิตคิดโลภประการใด | พอให้ต้องเงินตราก็รู้กล | อยากรู้ว่ามั่นคงในศักดิ์ศรี | ให้ใกล้ชิดสตรีก็เห็นผล | ใคร่รู้ว่าจิตใจใช่หรือคน | กล่อมสุราแล้วจะดลให้เห็นจริง | ใคร่รู้น้ำใจซื่อหรือว่าคด | ให้ลองบทพนันเล่นเห็นทุกสิ่ง | ห้าประการกลหยั่งใจได้ตามจริง | รู้ให้ยิ่งกระจ่างไว้เพื่อใช้คน” |
ทั้งหมดนั้นคือหลักการและวิธีการในการหยั่งทราบน้ำใจคนที่สามารถเข้าใจได้โดยไม่ยาก เพราะมีความชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว จึงน่าจะนำมาลองใช้เพื่อให้รู้จิตใจของผู้คน โดยเฉพาะในการทำงานร่วมกันของทุกองค์กร
(4) เพราะหลักการในการหยั่งรู้น้ำใจคนเช่นนี้ ขงเบ้งจึงสามารถหยั่งรู้น้ำใจขุนพลและไพร่พลของทั่วทั้งกองทัพและสามารถมอบหมายงานให้เหมาะสมจนสามารถปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์
ยกตัวอย่างเมื่อครั้งที่โจโฉแตกทัพเรือในสงครามเซ็กเพ็ก ในครั้งนั้นแผ่นดินจีนยังแตกกระสานซ่านเซ็น แต่โจโฉคุมกำลังภาคเหนือ ซุนกวนคุมกำลังภาคใต้ เตียวล่อคุมกำลังเป็นใหญ่ในเมืองฮันต๋ง และเล่าเสี้ยนคุมกำลังเป็นใหญ่ในเมืองเสฉวน สถานการณ์ในยามนั้นเล่าปี่ยังอ่อนแอและมีกำลังน้อยกว่ากลุ่มก๊กอื่น ๆ โดยเฉพาะคือก๊กกังตั๋ง หากสิ้นโจโฉไปแล้วกังตั๋งย่อมย่ำยีปราบปรามเล่าปี่ได้โดยเร็ว จะเป็นอุปสรรคต่อการก่อร่างสร้างตัวของเล่าปี่
ในสถานการณ์เช่นนี้ขงเบ้งจึงคิดอ่านแผนการสร้างดุลกำลังป้องกันเล่าปี่มิให้เมืองกังตั๋งกระทำย่ำยีเล่าปี่ได้ และโจโฉซึ่งเพิ่งพ่ายแพ้ศึกใหญ่ก็ไม่อาจคุกคามต่อเล่าปี่ได้ในเร็ววัน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยการดำรงอยู่ของโจโฉเพื่อซื้อเวลาให้เล่าปี่ได้ตั้งตัว
ดังนั้นในการวางแผนตามตีเพื่อบดขยี้กองทัพโจโฉที่แตกทัพจึงถูกวางแผนเป็นสามขั้นตอน ขั้นตอนแรก กำลังที่แตกทัพยังมากอยู่จึงต้องวางกำลังมากไปซุ่มโจมตีทำลายให้อ่อนเปลี้ยลง เพราะกำลังของโจโฉยังมากอยู่ย่อมหนีรอดออกไปได้แน่ ขั้นตอนที่สองก็วางกำลังซุ่มโจมตีเพื่อริดรอนกำลังลงไปอีก แต่ก็คาดว่าโจโฉย่อมหนีรอดไปได้อีกเช่นเดียวกัน แต่ในขั้นตอนที่สามซึ่งโจโฉเหลือทหารน้อยตัวเต็มทีเพราะแตกทัพใหญ่และถูกซุ่มโจมตีถึงสองครั้งแล้ว การซุ่มโจมตีครั้งนี้จึงไม่ใช่โจมตีเพื่อให้ตาย แต่ซุ่มโจมตีเพื่อให้รอด โดยให้เหลือแต่ตัว ขงเบ้งจึงวางตัวให้กวนอูซึ่งหยั่งรู้น้ำใจแท้แน่ชัดว่าเป็นผู้ซื่อสัตย์สุจริตคิดถึงคุณผู้อื่น และเป็นหนี้บุญคุณโจโฉอยู่มาก จะได้ล้างหนี้บุญคุณกันให้หมดสิ้น แล้วจะทำการกันในภายหน้าได้ถนัดมือ
โจโฉหนีทัพไปตรงทางที่กวนอูคุมกำลังซุ่มอยู่ตามที่ขงเบ้งได้คาดการณ์ไว้ โจโฉซึ่งไร้กำลังและปัญญาที่จะต่อสู้หรือหลบหนี จึงถึงกับต้องคุกเข่าร้องขอชีวิตกับกวนอู ในที่สุดกวนอูก็ไม่อาจทนต่อแรงกตัญญูที่โจโฉเคยมีบุญคุณมาแต่ก่อนได้ จึงยอมปล่อยโจโฉไป
การปล่อยโจโฉไปในครั้งนั้นกวนอูได้ตั้งทัณฑ์บนไว้ก่อนรับภารกิจกับขงเบ้งว่าถ้าพบโจโฉแล้วไม่ฆ่ากวนอูก็จะยอมมอบศีรษะตนเองให้แทนโจโฉ ในขณะที่ขงเบ้งก็ให้ทัณฑ์บนไว้กับกวนอูเช่นเดียวกันว่าถ้ายกไปซุ่มตรงจุดที่กำหนดแล้วไม่พบโจโฉ ขงเบ้งก็จะมอบศีรษะให้กวนอู
กวนอูยอมเสียสละศีรษะตนเองเพื่อรักษาคุณธรรมความกตัญญูไว้ แต่ในที่สุดขงเบ้งก็ยกโทษให้ ทำให้บุญคุณความแค้นได้รับการสะสาง และทำให้กวนอูต้องยอมสยบต่อขงเบ้งด้วยใจ
หลายคนมีความเห็นว่าการที่ขงเบ้งปล่อยโจโฉไปในครั้งนี้เพราะดูจากดวงดาวประจำตัวโจโฉว่ายังไม่ถึงฆาต แต่นั่นก็เป็นเพียงเหตุผลเดียว ส่วนที่สำคัญมากกว่าคือแผนการซื้อเวลาและสร้างดุลอำนาจเพื่อเปิดโอกาสให้เล่าปี่ตั้งตัวนั่นเอง
จิตมนุษย์จึงไม่ใช่สุดจะหยั่งคาด แต่สามารถหยั่งรู้ได้โดยหลักการที่ขงเบ้งได้นำเสนอไว้ และจะทำให้สามารถหยั่งถึงจิตใจของคนและเข้าใจปรากฏการณ์ของคนได้ดียิ่งขึ้น.
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๔:๕๘ น. |