ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านรู้สึกอย่างไรกับการใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จัดงานฉลองความสำเร็จแก้ปัญหาน้ำท่วม?
 
ป้ายโฆษณา
ตอนที่ 154. คำพยากรณ์จากดวงดาว พิมพ์ อีเมล
บทความ - สามก๊ก ฉบับ คนขายชาติ
วันอังคารที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๖:๓๔ น.

            อ้วนเสี้ยวหลังจากสั่งทหารให้เอากระบี่สำหรับตัวไปประหารเตียนห้องแล้ว ได้เดินทัพกลับเมืองกิจิ๋ว ในขณะที่เบื้องลึกของจิตใจกลับระทดท้อถอยและอดสูที่เสียทีแก่โจโฉมาในครั้งนี้ 

            พอถึงเมืองกิจิ๋วก็ซุ่มตัวอยู่แต่ในจวนมิได้ออกว่าราชการตามปกติ กลุ้มใจหนักเข้าก็เรียกหาสุรามาดื่ม ยึดเอาสุราเป็นโอสถสำหรับปลดเปลื้องความทุกข์และความอัปยศ นานวันความคิดอ่านก็ฟั่นเฟือนเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคนจนกลายเป็นคนป่วย นอนซมอยู่แต่ในจวน 

            ในขณะนั้นอ้วนถำบุตรคนโตได้รับคำสั่งให้ไปอยู่รักษาเมืองเชียงจิ๋ว อ้วนฮีผู้น้องไปรักษาเมืองอิวจิ๋ว คงเหลือแต่อ้วนชงซึ่งเป็นบุตรคนเล็ก ยังคงพำนักอยู่ที่เมืองกิจิ๋ว 

            ฝ่ายนางเล่าซือผู้เป็นภรรยาคนโปรดของอ้วนเสี้ยว เห็นอ้วนเสี้ยวสุขภาพทรุดโทรมป่วยซมอยู่ในจวน ไม่ออกว่าราชการตามปรกติ เห็นเป็นโอกาสที่จะสนับสนุนอ้วนชงบุตรคนเล็กซึ่งเกิดแต่ครรภ์ของนางขึ้นครองอำนาจในเมืองกิจิ๋ว จึงเข้าไปว่ากล่าวกับอ้วนเสี้ยวว่าขณะนี้การศึกกับโจโฉยังติดพันคับขันอยู่ งานราชการเมืองกิจิ๋วก็ว่างเว้นไม่มีผู้ใดว่ากล่าวจะเสียราชการไป 

            แล้วว่าบุตรคนอื่น ๆ ต่างแยกย้ายไปรักษาเมืองที่ขึ้นต่อเมืองกิจิ๋ว คงเหลือแต่อ้วนชงบุตรของข้าพเจ้าพอที่จะรับแบ่งเบาภาระในระยะที่ท่านป่วยไข้ให้ว่าราชการไปพลางก่อนจนกว่าท่านจะหายป่วย 

            อ้วนเสี้ยวหลงนางเล่าซือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบทั้งอ้วนชงเป็นเด็กที่มีสติปัญญายิ่งกว่าบุตรคนอื่น ครั้นได้ฟังคำนางเล่าซือความคิดก็คล้อยตาม จึงให้หาที่ปรึกษาทั้งสี่คนคือสิมโพย ฮองกี๋ ซินเบ้ง และกัวเต๋ามาปรึกษาว่าจะตั้งให้อ้วนชงเป็นผู้รักษาราชการเมืองกิจิ๋วแทนตัว 

            ที่ปรึกษาทั้งสี่คนล้วนแต่เป็น “ที่ปรึกษาเสีย” เพราะคิดเห็นแต่ประโยชน์ตัวยิ่งกว่าประโยชน์นาย ทั้งคอยกีดกันแข่งแย่งแก่งดีกันและกันจึงเสนอความเห็นไม่ลงรอยกัน 

            สิมโพยและฮองกี๋มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับอ้วนชง และเห็นว่าอ้วนชงมีสติปัญญากว่าบุตรคนอื่นพอที่จะอาศัยใบบุญฝากเนื้อฝากตัวในวันหน้าได้ จึงเห็นด้วยกับข้อปรึกษาของอ้วนเสี้ยวที่จะให้อ้วนชงว่าราชการเมืองกิจิ๋วในระหว่างอ้วนเสี้ยวป่วยไข้ 

            ส่วนกัวเต๋ากับซินเบ้งสนิทสนมคุ้นเคยอยู่กับอ้วนถำซึ่งเป็นบุตรคนโต เห็นว่าหากอ้วนถำได้ครองอำนาจประโยชน์โภคผลและอำนาจของตัวก็จะมีมากขึ้นกว่าเดิม จึงมีความเห็นคัดค้าน และเห็นว่าสมควรให้อ้วนถำผู้พี่ว่าราชการแทนตามอย่างธรรมเนียม 

            อ้วนเสี้ยวเห็นที่ปรึกษาทั้งสี่คนปรึกษาไม่ลงรอยกัน แบ่งออกเป็นสองฝ่ายและต่างยืนยันในความเห็นของตัว จึงปรารภขึ้นด้วยความท้อแท้ใจว่า “ครั้งนี้ศึกภายนอกก็ติดพันอยู่ยังไม่ปรกติ ตัวเราก็หาความสบายมิได้ ภายในเมืองนี้เราคิดจะตั้งแต่งบุตรเราไว้ให้เป็นหลักเมืองจะได้ป้องกันรักษาอาณาประชาราษฎรสืบไป แลบุตรเราทั้งสามคนนี้อ้วนถำน้ำใจหยาบช้า มักฆ่าฟันผู้คนเสีย อ้วนฮีนั้นเล่าเป็นคนใจเย็นเอาการเร็วไม่ได้ แต่อ้วนชงบุตรนางเล่าซือนั้นมีสติปัญญา ทั้งน้ำใจก็โอบอ้อมอารี รักทหารแลไพร่บ้านพลเมือง ควรที่เราจะตั้งอ้วนชงให้เป็นใหญ่ในเมืองกิจิ๋วนี้” 

            คำอ้วนเสี้ยวหากฟังผิวเผินก็จะเห็นว่าเข้าท่า เพราะเป็นเหตุผลที่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของบ้านเมือง และประชาชนชาวเมืองกิจิ๋ว แต่แท้จริงยังคงเป็นความเห็นที่อยู่ภายใต้การครอบงำของความหลงสตรีคือนางเล่าซือ จึงดึงดันที่จะตั้งอ้วนชงบุตรคนเล็กให้เป็นผู้รักษาราชการเมืองกิจิ๋ว 

            กัวเต๋าที่ปรึกษาที่มีจุดยืนอยู่ข้างฝ่ายอ้วนถำเห็นท่าทีอ้วนเสี้ยวไม่สมข้างตัวก็หาหนทางออกในทางประวิงไว้ก่อนว่า “อ้วนถำเป็นบุตรใหญ่ ท่านให้ไปรักษาเมืองเชียงจิ๋ว ซึ่งขึ้นแก่เมืองกิจิ๋ว บัดนี้ท่านจะให้อ้วนชงซึ่งเป็นบุตรน้อยเป็นใหญ่ในเมืองกิจิ๋ว บังคับบัญชาอ้วนถำผู้พี่นั้นจะมิเสียขนบธรรมเนียมไปหรือ”

            แล้วว่าบุตรคนอื่นของท่านซึ่งเป็นพี่อ้วนชง หากทราบความนี้แล้วก็จะเสียน้ำใจ ความปรองดองระหว่างพี่น้องก็จะถูกทำลายลง เพราะการที่ไม่เป็นไปตามธรรมเนียมนี้ ทั้งบัดนี้ความศึกระหว่างท่านกับโจโฉอันเป็นความภายนอกยังคุมเชิงกันอยู่ ไม่สมควรที่จะให้การข้างในเกิดปัญหาขึ้น ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดขอให้ท่านงดการแต่งตั้งผู้รักษาราชการไว้ก่อน ไว้เมื่อเสร็จการศึกข้างโจโฉแล้วค่อยคิดอ่านสืบไป 

            ข้างบุตรของอ้วนเสี้ยวสองคนที่ออกไปอยู่รักษาหัวเมืองและโกกันผู้หลานซึ่งรับคำสั่งให้ไปรักษาเมืองเป๊งจิ๋ว ครั้นได้ข่าวว่าอ้วนเสี้ยวป่วยไม่ออกว่าราชการเป็นเวลาหลายวัน ต่างเกรงว่าหากอ้วนเสี้ยวมีอันเป็นแล้วอำนาจจะหลุดไปจากมือตัว จึงพากันยกทหารเข้ามาที่เมืองกิจิ๋ว โดยอ้วนถำยกทหารมาจากเมืองเชียงจิ๋วถึงห้าหมื่น อ้วนฮียกทหารมาจากเมืองอิวจิ๋วหกหมื่น และโกกันยกทหารมาจากเมืองเป๊งจิ๋วอีกห้าหมื่น ต่างก็อ้างว่าจะยกมาช่วยอ้วนเสี้ยวรบกับโจโฉ 

            บุตรหลานของอ้วนเสี้ยวต่างเป็นพวกที่เห็นแก่อำนาจ แทนที่จะห่วงใยอ้วนเสี้ยวซึ่งป่วยอยู่กลับห่วงใยประโยชน์ของตัวที่จะได้มีอำนาจในเมืองกิจิ๋ว ดังนั้นการยกทหารของแต่ละคนเข้ามาเมืองกิจิ๋วภายใต้ข้ออ้างที่ว่าจะยกมาช่วยอ้วนเสี้ยวรบกับโจโฉนั้น จึงเป็นแต่เพียงเรื่องบังหน้า โดยแฝงไว้ด้วยการช่วงชิงอำนาจในเมืองกิจิ๋ว ซึ่งเป็นสมุฏฐานของการล้างผลาญระหว่างญาติพี่น้องตระกูล “อ้วน” ในวันหน้า 

            อ้วนเสี้ยวพอทราบข่าวว่าลูกหลานยกทหารเข้ามาก็เชื่อว่าข้ออ้างที่จะมาช่วยรบโจโฉเป็นความจริง เกิดกำลังใจคิดจะรบกับโจโฉต่อไป ไข้ใจที่ครองอยู่จึงพลันสร่างสิ้น สั่งให้จัดทหารเมืองกิจิ๋วอีกสิบกว่าหมื่นยกออกมาสมทบกับกองทัพของลูกหลานรวมเป็นกำลังเกือบสามสิบหมื่น แล้วยกไปที่ชายแดน ให้ตั้งค่ายมั่นไว้ที่ตำบลซองเต๋ง 

            ทางฝ่ายโจโฉหลังจากตีทัพอ้วนเสี้ยวแตกข้ามน้ำฮวงโหไปแล้วได้อาศัยเสบียงกังที่ยึดได้จากกองทัพอ้วนเสี้ยวเลี้ยงกองทัพ จึงยั้งทัพรอท่าอยู่ที่ริมแม่น้ำ ฮวงโหนั้น ทั้งๆ ที่ย่างเข้าฤดูหนาวแล้ว เพราะเห็นเป็นโอกาสที่จะเอาชัยชนะอ้วนเสี้ยวให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ 

            โจโฉตั้งทัพอยู่ริมแม่น้ำฮวงโหแล้วคิดผูกใจราษฎรจึงสั่งทหารทั้งปวงมิให้ข่มเหงรังแกราษฎร ช่วยเป็นหูเป็นตาแก่ราษฎรในการป้องกันโจรผู้ร้ายและซ่อมแซมบ้านเรือนป้องกันลมหนาว ทำให้กิตติศัพท์ของความเอื้ออาทรราษฎรแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว 

            เป็นวิสัยของคนบ้านนอกที่เป็นคนซื่อ หลงเชื่อผู้คนง่าย ขอเพียงพูดจาเข้าท่าก็ว่าดี โดยมิได้คำนึงว่าธาตุแท้ของคนที่พูดนั้นเป็นคนชั่วช้าเลวทราม หรือว่าเป็นทรราชหรือว่าขายชาติ แม้กระทั่งเป็นต้นตอที่ทำให้ชาวชนบทต้องยากจนค่นแค้นแต่ประการใด 

            เมื่อหลงเชื่อในกิตติศัพท์ของความเอื้ออาทรต่อราษฎรแล้ว ชาวบ้านก็พากันรักใคร่กองทหารของโจโฉเป็นอันมาก บ้างที่มีข้าวปลาอาหารเหลือเฟือก็นำมาบริจาคให้แก่กองทัพ 

            อยู่มาวันหนึ่งโจโฉนั่งคิดอ่านการสงครามอยู่ในค่ายก็ได้รับรายงานจากทหารรักษาการว่ามีชายชราสี่คนลักษณะประหลาดนักมาขอพบเพื่อนำของขวัญมามอบ 

            โจโฉได้ฟังรายงานเห็นเป็นเรื่องแปลกจึงสั่งให้ทหารเชิญตัวชายชราทั้งสี่คนมาพบ เห็นแต่ละคนมีผมเผ้าขาวโพลน แต่ท่าทางแข็งแรง ดวงตามีประกายสดใสราวกับเด็กหนุ่มก็สงสัยจึงกล่าวขึ้นก่อนว่า ข้าพเจ้ามาแต่เมืองหลวงเพื่อปราบศัตรูราชสมบัติ มาตกระกำลำบากอยู่ที่ชายแม่น้ำฮวงโหนี้นานวันแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมามีความห่วงใยอาณาประชาราษฎรจะได้รับความเดือดร้อนจากการสงคราม จึงได้กำชับเหล่าทหารมิให้เบียดเบียนข่มเหงรังแกและให้ช่วยเหลือราษฎรตามมีตามได้ ทำให้ได้รับความเมตตาและช่วยเหลือดูแลจากชาวบ้านเป็นอย่างดี ก็รู้สึกเป็นคุณนัก วันนี้ได้พบท่านทั้งสี่ก็มีความยินดี แล้วถามว่าท่านทั้งสี่มีอายุอานามเท่าใดแล้ว 

            ชายชราทั้งสี่ตอบตรงกันว่าพวกข้าพเจ้านี้แต่ละคนมีอายุเกินกว่าเก้าสิบปีแล้วการที่กองทัพของเมืองหลวงมาตั้งอยู่ย่านนี้แม้จะเกิดความไม่สะดวกในการทำมาหากินอยู่บ้างก็เป็นไรมี ดีเสียอีกที่โจรผู้ร้ายจะได้ไม่กล้าข่มเหงชาวบ้านอีกต่อไปเพราะได้บารมีทหารหลวงคอยคุ้มกันปกป้อง 

            ชายชราอีกคนหนึ่งจึงว่าเมื่อครั้งแผ่นดินพระเจ้าฮั่นเต้นั้น มีซินแสคนหนึ่งชื่ออิกุ๋ยเป็นชาวเมืองเลียวตั๋ง ได้มาขออาศัยในหมู่บ้านของพวกข้าพเจ้า ครั้นเวลากลางคืนในขณะที่ดื่มน้ำชาสนทนากันที่ลานบ้าน ได้ปรากฏดาวดวงหนึ่งขึ้นทางทิศอุดร มีรัศมีสีเหลืองงดงามนัก ผู้ร่วมสนทนาในวงน้ำชาต่างเห็นทั่วกัน 

            พวกข้าพเจ้าสงสัยว่าปรากฏการณ์นั้นจะดีร้ายประการใดจึงได้สอบถามซินแสอิกุ๋ยก็ได้รับคำพยากรณ์ว่า ดาวดวงนี้มีรัศมีสีเหลืองผ่องใสประหลาดนัก อันสีเหลืองนี้เป็นสีประจำธาตุดิน ปรากฏประกายเจิดจ้าเหนือฟ้าฟากอุดร หมายความว่าผู้มีบุญซึ่งเกิดในปูมราศีธาตุดินจะครองอำนาจเป็นใหญ่ในดินแดนตงง้วน ณ เมืองอันเป็นปูมธาตุดิน คือเมืองฮูโต๋ และผู้มีบุญนั้นจะยกทหารมาปราบศัตรูแผ่นดิน ณ ริมแม่น้ำ ฮวงโหนี้ 

            พวกข้าพเจ้าสนใจจึงสอบถามต่อไปว่าผู้มีบุญจะยกทหารมาปราบศัตรูแผ่นดิน ณ ย่านนี้เมื่อใด ซินแสอิกุ๋ยได้คำนวณระยะเวลาอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่านับแต่นี้ไปอีกห้าสิบปี 

            นับแต่บัดนั้นพวกข้าพเจ้าได้ตั้งตารอคอยอยู่ ณ ย่านนี้ ไม่ยอมโยกย้ายอพยพหลบหนีไปไหนไม่ว่าจะมีภัยธรรมชาติหรือภัยสงครามประการใด ด้วยตั้งใจคอยชมบารมีของท่านผู้มีบุญนั้น บัดนี้นับแต่เวลาที่ซินแสอิกุ๋ยพยากรณ์ครบห้าสิบปีพอดี กองทัพของท่านก็ยกมาทำศึกกับอ้วนเสี้ยว ณ ตำบลนี้ พวกข้าพเจ้าจึงเห็นว่าคำพยากรณ์ของซินแสอิกุ๋ยปรากฏเป็นจริงแล้ว และตัวท่านคือผู้มีบุญตามคำทำนายของอิกุ๋ย 

            แล้วว่าในขณะการศึกชุลมุนอยู่นั้น พวกข้าพเจ้าไม่สามารถเข้ามาในเขตสู้รบได้ แต่ก็ได้สดับตรับฟังข่าวตลอดมาก็ทราบว่ากองทัพของท่านมีกำลังน้อยกว่าอ้วนเสี้ยวถึงสิบเท่า แต่ผลการสงครามก็ได้ประจักษ์แล้วว่าอ้วนเสี้ยวนั้นไร้ซึ่งสติปัญญา แม้ว่ามีกำลังพลมากกว่าท่าน แต่กลับถูกกองทัพของท่านตีแตกพ่ายยับเยินไป ดังนั้นเมื่อการศึกเบาบางลง พวกข้าพเจ้าจึงถือโอกาสนี้มาขอพบชมบุญท่าน ขอท่านได้รับมอบของขวัญเล็กน้อยจากคนชราทั้งสี่ที่มีอยู่ตามมีตามเกิดด้วยเถิด 

            โจโฉได้ฟังเรื่องราวของซินแสอิกุ๋ยก็สนใจ เพราะเนื้อความอันเป็นคำพยากรณ์ที่ว่าผู้มีบุญนั้นเป็นคนที่เกิดในราศีธาตุดิน อันเป็นปูมเกิดของตัว แล้วมีอำนาจขึ้นในแผ่นดินตงง้วนอันเป็นปูมธาตุดินเช่นเดียวกัน ตรงกับคำพยากรณ์ของอองหลิบและซุนฮกเมื่อครั้งที่โจโฉดำริจะให้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองลกเอี๋ยงไปอยู่เมืองฮูโต๋ จึงนั่งฟังอย่างใจจดใจจ่อจนสิ้นความก็มีความยินดี ลุกขึ้นหัวเราะแล้วกล่าวถ่อมตัวว่าตัวข้าพเจ้าเป็นขุนนางได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยเพียงเท่านี้ก็พอใจแล้ว หาใช่ผู้มีบุญดังที่ท่านเข้าใจไม่ ว่าแล้วก็สั่งทหารให้เบิกทองคำและเสื้อผ้าจากคลังมอบแก่ผู้เฒ่าทั้งสี่ 

            คำของผู้เฒ่าทั้งสี่จะเป็นเรื่องจริงจังหรือเป็นเรื่องเสกสรรปั้นแต่งขึ้นย่อมยากที่จะตัดสินเพราะสามก๊กทุกฉบับล้วนระบุความเป็นอย่างเดียวกันทั้งสิ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นประการใดโจโฉซึ่งแม้จะมีอำนาจยิ่งใหญ่ในบ้านเมืองก็ยังคงเป็นปุถุชนที่พึงใจในคำสรรเสริญเยินยอว่าเป็นผู้มีบุญ จึงได้สั่งให้ปูนบำเหน็จปากของสี่ผู้เฒ่าเป็นพิเศษ 

            อาการที่สามก๊กระบุว่าโจโฉกล่าวถ่อมตัวนั้นมีความหมายอยู่ในตัวเองว่าตัวโจโฉมีความหมายมั่นใฝ่สูงถึงบัลลังก์มังกรทอง แต่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ที่ร่วมกำหนดกับบรรดาที่ปรึกษาไว้แต่ต้นก็คือจะไม่ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ แต่จะครองอำนาจเผด็จการทรราชภายใต้บัลลังก์มังกรนั้น   ดังนั้นปฏิบัติการตลอดจนคำพูดใด ๆ ของโจโฉแม้ว่าน้ำใจลึกจะใฝ่สูงถึงเพียงไหนแต่ยังคงยึดมั่นอยู่กับการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ดังกล่าวนั่นเอง.

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License