- ปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๕ จัดทำโดย อ.บุญศรี ภักดีวิจิตร อดีดอุปนายกสมาคมโหร และ อ.สัมพรรค์ เผือกสกนธ์ ซึ่งเป็นศิษย์ทายาทโดยตรงของท่านอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ขณะนี้มีวางจำหน่ายแล้ว
- ภาษีอากรทั้งระบบสำหรับผู้ทำบัญชี [27/01/2555]
- ขอเชิญติดตามอ่านเรื่อง "เมื่อไม่รู้จักน้ำ ก็แก้ไขปัญหาน้ำไม่ได้ หายนะก็ไม่มีวันสิ้นสุด" ได้แล้วที่คอลัมน์ไขข้อสนใจจากไพศาล
- ขอเชิญติดตามอ่านรายงานพิเศษเรื่อง "ต้นแบบบ้านรังนก...มรดกจากสวรรค์" เขียนโดยนายไพศาล พืชมงคล ได้แล้วที่คอลัมน์รายงานพิเศษ
- ขอเชิญติดตามอ่านเรื่อง "กรุงรัตนโกสินทร์จะสิ้นแล้วหรือ?" ได้แล้วที่คอลัมน์พูดจาภาษาโหร
| ตอนที่ 13. สิบขันทีฝ่าวิกฤติ |
|
|
| บทความ - สามก๊ก ฉบับ คนขายชาติ | |||||||||
| วันจันทร์ที่ ๐๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๒:๑๐ น. | |||||||||
|
เมื่ออยู่ในเวลากลางวัน ผู้มีปัญญาย่อมไม่หลงระเริง หากตระหนักดีว่าราตรีกาลย่อมมาเยือน ครั้นอยู่ในราตรีอันมืดมิด ผู้มีปัญญาย่อมไม่ประหวั่นพรั่นพรึงท้อถอย เพราะย่อมมองเห็นอนาคตที่แสงสว่างแห่งอรุณจะมาเยือน ธรรมชาติเป็นเช่นนี้ แต่เป็นวิสัยของปุถุชนที่พิสมัยแต่สิ่งอันเป็นที่พึงใจ รังเกียจเดียดฉันท์สิ่งอันเป็นที่ไม่พึงใจ ครั้นได้สิ่งที่พึงใจแล้วก็เหลิงระเริงอยู่กับความพึงใจนั้น ไม่ยอมคาดไม่ยอมคิดว่าความพึงใจนั้นย่อมมีอันสูญสิ้นไปสักวันหนึ่ง ไม่มีทางที่จะเป็นอมตะนิรันดรได้ สิบขันทีในยุคสมัยของเลนเต้เรืองอำนาจวาสนายิ่งกว่าผู้ใดในแผ่นดิน อาศัยพระบารมีแห่งฮ่องเต้ก่อกรรมทำเข็ญไว้กับขุนนางข้าราชการเป็นฉกรรจ์แสนสาหัสนัก สร้างความเคียดแค้นชิงชังประทับไว้ในใจของขุนนางข้าราชการเกือบทั้งประเทศ และส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนทุกข์เข็ญแก่อาณาประชาราษฎร สิบขันทีเหลิงระเริงในอำนาจดังนี้จนลืมไปว่าย่อมมีสักวันหนึ่งที่เลนเต้จะต้องลับลาบัลลังก์มังกร จึงไม่ได้เตรียมการสร้างคุณงามความดีไถ่โทษตน ไม่ได้สร้างความภักดีไว้กับใจคน ดังนั้นครั้นสิ้นแผ่นดินเลนเต้แล้วชะตากรรมของสิบขันทีจึงเปรียบประดุจดังเถาวัลย์พันไม้ใหญ่ ครั้นไม่ใหญ่โค่นล้มลง เถาวัลย์นั้นก็ล้มลงตาม พลันที่สิ้นแผ่นดินเลนเต้ ปัญหาอำนาจรัฐใหม่ยังคงคลุมเครือยิ่งนัก พระราชวงศ์พระองค์ใดจะได้รับสถาปนาเป็นฮ่องเต้สืบราชสมบัติก็ยังไม่แน่ชัด ขุนนางข้าราชการผู้ใดจะก้าวขึ้นครองอำนาจรัฐภายใต้บัลลังก์มังกรก็ยังไม่แน่ชัด หันไปทางพระราชวงศ์ก็ยังไม่เห็นใครเป็นที่พึ่งได้ หันไปทางด้านขุนนางข้าราชการเล่าก็ปะเอาแต่คนที่ตัวเคยข่มเหงรีดไถเอาส่วยสินบนไปทั้งสิ้น เพราะขุนนางข้าราชการเหล่าใดที่ไม่ยอมอยู่ในระบบส่วยสินบนล้วนถูกปลดหรือถูกถอดออกจากตำแหน่งกลายเป็นราษฎรสามัญ กลับไปทำไร่ไถนาค้าขาย ณ ภูมิลำเนาเดิมจนหมดสิ้น สิบขันทีจึงว้าเหว่ยิ่งนัก เป็นความว้าเหว่ที่หนาวเหน็บเข้าไปในหัวใจ เพราะเบื้องลึกแห่งบึ้งใจตระหนักดีว่าผู้คนรอบข้าง ไม่ว่าทางด้านพระราชวงศ์หรือขุนนางข้าราชการไม่อาจหาใครเสมอเหมือนเลนเต้ได้อีกแล้ว มีแต่คนซึ่งเป็นคนไกล หรือไม่ก็เป็นคนที่มีรอยแค้นตรึงอยู่ในใจทั้งสิ้น ดังนั้นแต่ละวันกลุ่มสิบขันทีจึงสาละวนปรึกษาหารือกันเพื่อหาทางออกให้กับชะตากรรมชีวิตของพวกตนและรอคอยโอกาสที่จะมาถึง หวังเอาโอกาสนั้นฟื้นคืนสถานะและอำนาจขึ้นมาใหม่ ในระหว่างที่เหล่าขันทีกำลังรอเวลา รอโอกาสอยู่นั้น สภาคนเครียดที่ประชุมกันอยู่ในจวนของโฮจิ๋น ยังหาข้อยุติไม่ได้กับข้อเสนอของโฮจิ๋นที่ให้วางแผนกันจับสิบขันทีฆ่าเสีย จนเวลาผ่านไปชั่วยามหนึ่งแล้วทุกคนยังคงอยู่ในอาการเงียบ ส่ายศีรษะ บ้างก็เอานิ้วชี้เคาะโต๊ะ ทำทีเป็นครุ่นคิด บ้างก็ลุกเดินวนรอบโต๊ะ ทำทีเป็นใช้ความคิดอย่างหนัก โดยที่ทุกคนไม่ยอมกินโต๊ะ ทั้ง ๆ ที่ถูกโฮจิ๋นเชิญมากินโต๊ะ ทั้งนี้เนื่องเพราะปัญหาที่ขบคิดกันอยู่นั้นหนักหนาสาหัสนัก ประดังขึ้นมาถึงลำคอ กลืนกินอาหารไม่ลง คงมีแต่โจโฉเจ้าปัญญาเท่านั้นที่ยืนสงบนิ่งเฝ้าสังเกตอากัปกิริยาของโฮจิ๋น และเหล่าขุนนาง ที่เป็นไป ณ ที่นั้น แล้วรำพึงขึ้นในใจว่าคนพวกนี้หามีสติปัญญาไม่ ใช่แต่เท่านั้นยังเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวเอาตัวรอด แล้วเรื่องอะไรเราจะออกความคิดเห็นให้เป็นภัยแก่ตนไปในภายหน้า โจโฉจึงได้สงบนิ่งต่อไป ในขณะที่ความเงียบปกคลุมบรรยากาศในห้องจัดเลี้ยงซึ่งใช้เป็นห้องประชุมไปด้วยนั้น ทหารรับใช้ได้วิ่งเข้ามารายงานต่อโฮจิ๋นว่าขุนนางชื่อพัวอิ๋นมาขอเข้าพบเพื่อรายงานเหตุการณ์สำคัญ โฮจิ๋นจึงออกจากห้องจัดเลี้ยงไปพบพัวอิ๋นในห้องรับรองอีกห้องหนึ่ง พัวอิ๋นขุนนางซึ่งเป็นพวกของโฮจิ๋นรายงานให้โฮจิ๋นทราบว่าบัดนี้พระเจ้าเลนเต้สวรรคตแล้ว สิบขันทีปกปิดข่าวการสวรรคตนั้น แล้วเกียนสิดหนึ่งในสิบขันทีคบคิดกันกับตั๋งไทเฮาพระราชชนนีของฮ่องเต้ในพระบรมโกศวางแผนจะแอบอ้างรับสั่งให้ตัวท่านเข้าวังแล้วสังหารเสีย จากนั้นจะให้หองจูเหียบพระโอรสในพระสนมเอกขึ้นครองราชย์ รายงานแล้วพัวอิ๋นก็ลากลับไป พัวอิ๋นออกจากจวนไปยังไม่ทันที่โฮจิ๋นจะกลับเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง ทหารรับใช้ก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานต่อโฮจิ๋นว่าเจ้าหน้าที่ราชสำนักเชิญรับสั่งของฮ่องเต้มาพระราชทานแก่โฮจิ๋น โฮจิ๋นจึงให้เชิญเจ้าหน้าที่ราชสำนักเข้ามาในห้องรับรอง จึงได้รับหมายรับสั่งว่าให้โฮจิ๋นเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อปรึกษาราชการสำคัญ โฮจิ๋นรับหมายรับสั่งแล้ว เดินกลับเข้ามาที่ห้องจัดเลี้ยงบอกความทั้งปวงให้เหล่าขุนนางทราบ ขุนนางทั้งนั้นสีหน้าแตกตื่นตกใจ แต่ไม่มีผู้ใดออกความเห็น ในขณะที่ความคิดของทุกคนโลดแล่นคาดคิดถึงเหตุร้ายที่กำลังเยื้องกรายเข้ามาเยือนพวกตน ต่างคนต่างคิดถึงชะตากรรมของตัวและครอบครัว พากันหน้าสลดลง จนเป็นที่เห็นได้ชัด โจโฉฉวยโอกาสนี้ทำตนเป็น “แสงไฟน้อยสว่างขึ้นในที่มืด” เสนอความเห็นว่า “เราจำจะตั้งให้หองจูเปียน พระราชบุตรคนโตเสวยราชสมบัติเสียก่อน” ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ราชบัลลังก์ก็ว่างลงนานเกินไปจนเสียธรรมเนียมการปกครองแผ่นดิน หลังจากนั้นแล้วจึงค่อยคิดอ่านฆ่าเกียนสิดขันทีกับพรรคพวกต่อไป โฮจิ๋นยินข้อเสนอของโจโฉแล้วทั้งเห็นว่าไม่มีขุนนางผู้ใดโต้แย้งคัดค้านหรือแสดงความเห็นเป็นอย่างอื่น จึงเห็นดีด้วยแล้วถามว่าผู้ใดจะอาสาไปทำการครั้งนี้ อ้วนเสี้ยวนายพันทหารสารวัตรแห่งกองกำลังรักษาพระนคร ผู้เป็นบุตรอัครมหาเสนาบดีได้ฟังดังนั้นจึงขันอาสาว่าจะขอนำกำลังทหารห้าพันบุกเข้าไปจับเกียนสิดกับพวกขันทีฆ่าเสียถึงในพระราชฐาน แล้วจึงยกหองจูเปียนขึ้นครองราชย์ต่อไป โฮจิ๋นมีความยินดียิ่งนัก มีคำสั่งให้จัดทหารห้าพันพร้อมอาวุธครบมือ ให้อ้วนเสี้ยวคุมทหารเข้าวังไป ยามตกอยู่ในสภาพกลัวตาย และเชื่อมั่นในกำลังทหารของตัว โฮจิ๋นจึงมองข้ามไปว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการบุกพระราชฐาน มีความผิดฐานกบฎภายในราชอาณาจักร มีโทษถึงประหารเจ็ดชั่วโคตร ส่วนอ้วนเสี้ยวนั้นแรงแค้นพยาบาทสิบขันทีกรุ่นอยู่ในอก หาคิดหน้าคิดหลังประการใดไม่ ส่วนโฮจิ๋นได้สั่งให้โหหยอง ซุนสิว แตะถ้ายพร้อมด้วยขุนนางใหญ่น้อยกว่าสามสิบคนติดตามโฮจิ๋นเข้าไปถึงพระตำหนักซึ่งไว้พระบรมศพพระเจ้าเลนเต้ แล้วให้เชิญหองจูเปียนพระราชบุตรพระองค์โตทรงฉลองพระองค์ชุดพระมหากษัตริย์ขึ้นประทับนั่งบนพระราชบัลลังก์ โฮจิ๋นและขุนนางทั้งปวงกราบถวายบังคมแล้วให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาฮ่องเต้ในนามของเหล่าขุนนางและราษฎรทั้งปวง อัญเชิญหองจูเปียนขึ้นเสวยราชสมบัติตามราชประเพณี หองจูเปียนฮ่องเต้พระองค์น้อยสดับประกาศสถาปนาแล้วจึงตรัสว่าการแผ่นดินเป็นการใหญ่ ตัวเรายังเยาว์วัยนัก หวังเอาความภักดีของท่านทั้งปวงเกื้อกูลสนับสนุนเพื่อให้บ้านเมืองแลราษฎรสงบสุขสืบไป เหล่าขุนนางพร้อมกันถวายพระพร ถวายบังคม เสร็จพิธีแล้วฮ่องเต้พระองค์น้อยจึงเสด็จขึ้นจากนั้นโฮจิ๋นจึงตามอ้วนเสี้ยวไปที่บ้านเกียนสิดภายในพระราชวัง ฝ่ายเกียน สิดขันทีได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครม เห็นทหารเข้ามาในพระราชวังผิดสังเกตก็รู้ตัวว่าภัยกำลังจะมาถึง จึงวิ่งหนีออกจากบ้านเข้าไปในสวนหลังบ้าน ก๊กเสงขันทีซึ่งอาฆาตแค้นอยู่กับเกียนสิดก่อนนี้แล้ว เห็นโอกาสที่จะระบายแค้นเอากับเกียนสิดและสร้างความชอบไว้แก่ตน จึงวิ่งตามไปสังหารเกียนสิดตายในสวนดอกไม้นั้น สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ว่าขันทีผู้นี้ชื่อกุยเสง อยู่นอกกลุ่มขันทีสิบคนซึ่งแปลผิด ความจริงเป็นก๊กเสง หนึ่งในสิบขันทีตามต้นฉบับภาษาจีน เหล่าทหารล้อมวังในบังคับของเกียนสิด เห็นเกียนสิดตายต่างตกใจกลัว ขอเข้าเป็นพวกของอ้วนเสี้ยวเป็นจำนวนมาก อ้วนเสี้ยวรายงานเหตุการณ์ให้โฮจิ๋นทราบแล้วเสนอว่าเราทำการมาถึงเพียงนี้แล้วจำเป็นต้องฆ่าสิบขันทีที่เหลือเสีย บ้านเมืองจึงจะปกติ โฮจิ๋นเห็นด้วยจึงนำทหารไปที่กรมขันที แต่ไม่พบสิบขันทีแม้แต่คนเดียว ฝ่ายสิบขันทีได้รับรายงานข่าวมาก่อนแล้วว่าโฮจิ๋นและอ้วนเสี้ยวนำกำลังทหารบุกเข้าวัง และขันทีเลวได้มารายงานว่าอ้วนเสี้ยวเสนอโฮจิ๋นให้สังหารพวกตนเสียก็ตกใจวิ่งหลบหนีเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นใน เข้าไปในพระตำหนักโฮฮองเฮาผู้เป็นน้องสาวของโฮจิ๋น ซึ่งบัดนี้เมื่อมีการสถาปนาหองจูเปียนผู้บุตรขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้ว ฐานะของโฮฮองเฮาจึงเปลี่ยนไปเป็นโฮไทเฮา สิบขันทีเข้าไปกราบบังคมฝากเนื้อฝากตัวกับโฮไทเฮาแล้วทูลว่าหลายปีมานี้พวกตนได้ทุ่มเทรับใช้ฮ่องเต้และโฮไทเฮาไม่คิดถึงทุกข์สุขของตนและครอบครัว ได้เลี้ยงดูฮ่องเต้มาแต่น้อยด้วยใจภักดี บัดนี้ฮ่องเต้ในพระบรมโกศเพิ่งล่วงลับ ทุกคนอยู่ในความเศร้าโศก แผ่นดินต้องการความสงบสุข แต่อ้วนเสี้ยวกลับยุยงใส่ความหาว่าพวกตนสมคบกับเกียนสิดขันทีจะสังหารโฮจิ๋นเสีย แล้วยกหองจูเหียบขึ้นเป็นกษัตริย์ เพื่อให้โฮจิ๋นสังหารพวกตนเสีย การยุยงนั้นไม่เป็นความจริง เพราะพวกตนนั้นไม่ได้คบคิดกับเกียนสิด ว่าแล้วก็ใช้สุดยอดวิชาขันทีกราบทูลโฮไทเฮาว่าเกียนสิดนั้นเป็นคนสนิทของพระนางตั๋งไทเฮาผู้เป็นแม่ผัวของโฮไทเฮา คบคิดกับตั๋งไทเฮาจะให้หองจูเหียบขึ้นครองราชย์ ด้วยริษยาพระองค์ กีดกันไม่ให้พระองค์เป็นไทเฮา โดยที่พวกตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จึงขอพระบารมีช่วยชีวิตลูกนกลูกกาไว้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทสืบไป สุดยอดวิชาขันทีว่าด้วยการสร้างความแตกแยกเพื่อเอาตัวรอดสัมฤทธิ์ผล โฮไทเฮาถูกอำนาจโทสะบดบังพระทัยเพราะมีความขุ่นพระทัยในแม่ผัวสุมอยู่ในอกมานานแล้วก็ทรงเชื่อตามคำทูลของขันที แล้วมีพระราชเสาวนีย์ว่าพวกเจ้าอย่าเป็นทุกข์เลย เราจะช่วยว่ากล่าวกับโฮจิ๋นเอง ตรัสแล้วจึงสั่งนางกำนัลไปเชิญโฮจิ๋นมาพบถึงในพระตำหนัก แล้วว่าขันทีสิบคนมีความภักดีต่อเราและฮ่องเต้ในพระบรมโกศ ทั้งเลี้ยงดูลูกเรามาด้วยใจซื่อจนได้เป็นฮ่องเต้ สิบขันทีเป็นคนละพวกกับเกียนสิด หาความผิดมิได้ ไฉนจะให้อ้วนเสี้ยวฆ่าเสียเล่า ทั้งเกียนสิดผู้คิดมิชอบต่อราชสมบัติก็ตายแล้ว แผ่นดินยามนี้ต้องการความสงบสุข อย่าได้ก่อเรื่องให้วุ่นวายไปเลย จะกระทบต่อพระบรมเดชานุภาพ โฮจิ๋นเจอไม้นี้เข้าประกอบทั้งเป็นคนไร้ความคิด มีจิตใจโลเล ได้ฟังพระราชเสาวนีย์ของโฮไทเฮาแล้ว มิรู้ที่จะว่าประการใด ก็คล้อยตาม แล้วรับคำโฮไทเฮา โฮจิ๋นรับคำโฮเทเฮาแล้วก็ออกมาว่าแก่อ้วนเสี้ยวและเหล่าขุนนางว่าบัดนี้พึ่งผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน บ้านเมืองต้องการความสงบเรียบร้อย เกียนสิดซึ่งคิดร้ายต่อเราก็ตายแล้ว ทั้งขันทีสิบคนที่เหลือก็ไม่ได้สมรู้ร่วมคิดด้วย จะฆ่าเสียย่อมมิควร ขอให้จบเรื่องกันเพียงเท่านี้ อ้วนเสี้ยวแย้งว่าเกียนสิดเป็นพวกสิบขันที สมคบกันคิดการใหญ่ ท่านรู้ตัวก่อนจึงรอดตาย “ขันทีสิบคนเหมือนหนึ่งรากหญ้า ตายแต่ต้นนั้นเห็นไม่สิ้นเชิง รากก็จะงอกแทนขึ้นมา ภายหน้าไปเห็นอันตรายจะมีแก่ท่านเป็นมั่นคง” โฮจิ๋นจึงว่าอย่าวิตกไปเลย เป็นธุระของเราเอง แล้วต่างคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน สิบขันทีจึงรอดตายด้วยสุดยอดวิชาขันทีที่ว่าด้วยการสร้างความแตกแยกเพื่อเอาตัวรอด และแสวงหาประโยชน์อย่างหวุดหวิด.
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."
|
|||||||||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ ๐๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๖:๕๔ น. |





